
อันตรายที่เกิดแก่สัตวโลก
ในเรื่องกฏแห่งกรรม ได้กล่าวถึงอันตรายที่เกิดแก่สัตว์โลก ๕ อย่าง
๑.กิเลสสันตราย
อันตรายที่เกิดจากกิเลส
๒.กัมมันอันตราย
อีนตรายที่เกิดจากการทำชั่วในปัจจุบัน
๓วิปากกันตราย
อันตรายที่เกิดจากวิบาก คือผลของกรรมที่ทำในอดี
๔.ทิฐสันตราย
อันตรายที่เกิดจากทิฐิอันตราย
๕.อริปูปวันตราย
อันตรายที่เกิดจากการจาบจ้วงพระอริยะเจ้า
พระพุทธศาสนาสอนว่าบุคคลที่จะได้ดีหรือชั่ว จะได้รับทุกข์หรือสุข ก็เพระกรรมหรือการกระทำของตนเองทั้งสิ้น หากเราไม่ดำเนินตามทางที่พระพุทธองค์สอนไส้ แม้จะสวกอ้อนวอนขอร้อง ก็ไม่สามารถทำให้เราพบความดีและความสุขได้ ถ้ามนุษ์จะมีความสุขได้ ด้วยความภักดัและวิงวร มนุษย์เราก็ไม่ต้องทำอะไร
หลักศรัทธาของชาวพุทธ
ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ชาวพุทธต้องมี ศรัทธา ๔ อย่างคือ
๑.ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในเรื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงเป็นผู้หระกอบด้วย ปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ
๒.กัมมันสัทธา เชื่อใรเรื่องกรรม คือชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง
๓.วิปากสัทธา เชื่อเรื่องผลของกรรม เชื่อสัตว์มีกรรม
๔. กัมมันสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง คือเชื่อว่าผมที่เราได้รับ เป็นผลแห่งการกระทำของเราเอง
ความเชื่อในเรื่องกรรม (การกระทำ)
จะเห็นได้ว่าความเชื่อหรือศรัทธา ๔ อย่างเป็นความเชื่อเกี่ยวกับกรรม ๓อย่าง ฉะนั้นกฏแห่งกรรมจึงเป็นคำสอนที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ผู้ที่เป็นชาวพุทธทุกคนจึงต้องเชื่องเรื่องกฏแห่งกรรม ควรทำการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องกฏแห่งกรรม ชาวพุทธที่ไม่เชื่อเรื่องกฏหาใช่ชาวพุทธที่แท้จริงไม่ เขาเป็นชาวพุทธแต่เพียงในนาม ศาสนาพุทธดีเพียงไรที่ให้ใช้กรอกแบบฟอร์ม เพื่อให้ถูกคนอื่นมอง่ว่าเป็นคนไร้ศาสนาเท่านั้นเอง
คนเชื่อกรรม กับ คนไม่เชื่อกรรม
คนที่เชื่อในเรื่งกรรม ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เชื่เรื่องกรรมย่อมสามารถถอดทนรับความเดือดร้อนยากลำบาก ความผิดหวัง ความขมขื่น และเคราะห์ร้ายที่เกิดแก่ตนเอง ไม่ตีโพยตีพายไปว่า โลกนี้ไม่มรความยุติธรรม ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำดีแล้วไม่ได้ดี คนที่เชื่อในเรื่องกรรม จะยึดมั่นในความดีต่อไปก็จะสามารถให้อภัยแก่ผู้อื่น และจะเป็นผู้ที่มีหิริโอตัปปะ
คนที่ประกอบกรรมทำชั่วทั้งกายและ วาจา และใจ ส่วนใหญ่เป็นคนไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องบาปและบุญไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิด คนพวกนี้จึงเกิดมาเพื่อมุ่งแสวหาทรัพย์สมบัติหาความสุขใสตัว โดยไม่คำนึงถึงทรัพย์สมบัติหรือความสนุกสนานที่ตนได้มาถูกหรือผิดและทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตัวเอง
สัตว์ทั้งหลายย่อมมีกรรมเป็นของตัวเอง กรรมนั้นย่อมเป็นของเราโดยเฉพาะ และเราอาจจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น จะโอนให้ผู้อื่นมิได้ แม้ผู้นัน้จะยินดีรับโอนกรรมชั่วของเราก็ตาม
กรรมดีเช่นเดียวกัน ผู้ใดกระทำกรรมดี ย่อมเป็นผู้ทำโดยเฉพาะ จะจ้างทำกันหาแทนได้ไม่ เช่นเราจะเอาเงินจ้างผู้อื่นประกอบกรรมดี แล้วขอโอนกรรมดีของผู้นั้นที่ทำมาให้แก่เราย่อมไม่ได้ หากเราต้องการกรรมดีนั้นเราต้องประกอบกรรมดีเอง
การรับประทานอาหาร ผู้ที่รับประทาน....ผู้นั้นก็เป็นผู้อิ่ม
มนุษย์มีภาวะความเป็นไปต่างกัน เช่น ดีหรือชั่ว รวยหรือจน เจริญหรือเสื่อม ก็เนื่องมาจากกรรมของตนเองทั้งสิ้นและกรรมใดที่ทำลงไปจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมให้ผลตอบแทนเสมอ และย่อมติดตามผู้กระทำเสมือนเงาติดตามตัว หรือเหมือนกับล้อเกวียนที่หมุนตามรอยเท้าโคฉะนัน ด้วยเหตุนี้มนุษย์ย่อมมีกรรมเป็นที่พึ่ง
หลักเกณฑณ์ชองกรรมที่แท้
คนส่วนมากเข้าใจว่า กรรมคือการกระทำความเข้าใจนี้ก็ไม่ผิด แต่ก็เป็นความเข้าใจที่ยังไม่รัดกุมและถูกต้องทั้งหมด เพราะมีการกระทำบางอย่างที่ไม่นับว่าเป็นกรรม
กรรมที่แท้จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๒ ประการคือ ผู้ทำมีเจตนา และการกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือบาป
ผู้ทำมีเจตนา
ที่ว่าผู้ทำมีเจตนา มัหลักที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้มีใจความว่า เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ
แปลว่า....
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาเป็นกรรม เจตนาก็ได้แก่ ความตั้งใจหรือความรับรู้ซึ้งแบ่งออกเป็น ๓ อย่างคือ
๑. บุรพเจตนา เจตนาก่อนทำ
๒. มุญจนเจตนา เจตนาในเวลาทำ
๒. อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว
การกระทำโดยที่ทีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใด ตอนหนึ่ง ถือว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น ส่วนการกระทำที่ไม่เจตนา คือ ใจไม่ได้สั่งให้ทำ ไม่จัดว่าเป็นกรรม เช่นคนเจ็บซึ้งมีไข้สูงเกิดเพ้อครั้งแม้จะพูดคำหยาบออกมา เอามือหรือเท้าไปถูกใครเข้าก็ไม่เป็นกรรม ในทางวิยัยก็ยกเว้นให้พระที่วิกลจริตซึ้งล่วงเกินสิกขาวินัยไม่ต้องอาบัติ ทั้งนี้ก็โดยหลักเกณฑ์ว่า ถ้าผู้ทำไม่เจตนากระทำแล้วการกระทำนั้นก็ไม่เป็นกรรม
การกระทำที่มีผมทำให้เกิดบาป บุญ
ส่วนหลักเกณฑ์ที่ ๒ ที่ว่า การกระทำนั้นจะต้องเป็นบุญหรือบาป ก็เพื่อแยกการกระทำของพระอรหันต์ออกจาก การกระทำของปุถุชน เนื่องจากพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไมความยึดถือในตัวตน การกระทำเรียกว่าอัพยากฤต ไม่นับว่าเป็นกรรมหรือกรรมชั่ว บุญและบาปก็ไม่มี การกระทำของพระอรหันต์จึงไม่เรียกว่ากรรม แต่เรียกว่ากิริยา ส่วนปุถ่ชนที่ยังมีความยึดมั่นในตัวตนอยู่ จะทำอะไรก็ยังยึดถือว่าตนเป็นผู้กระทำ การกระทำของปุถุชนจึงถือว่าเป็นกรรมย่อมจะก่อวิบากให้เกิดวิบากหรือ ผลกรรม กรรมดีก่อให้เกิดบุญ ส่วนกรรมชั่วก่อให้เกิดบาป
พฤติกรรมจากหลักกรรม
พฤตินัยแห่งพฤติกรรมจากหลักกรรมนี้เอง ทำให้ถูกเปลี่ยนนิสัย ไปคบเพื่อนเสเพล คนพาลได้ผิด คบบัณฑิตได้ผล คบคนชั่วพาตัวอับจน คบคนดีได้ผลจนวันตาย เมาเพศหรือก็หมดท่า เมาสุราหมดความสำคัญ เมาการพนันหมดตัว เมาเพื่อนชั่วหมดดี นี่เปลี่ยนพฤติกรรมไปได้ น่าเสียดาย แต่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีน่าอนุโมทนา ถ้าเปลียนพฤติกรรมไปทางชั่วน่าเสียใจ
นิพพาน ขอปัญญาเกิดแด่ท่าน...(Nirvana)
โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน Permalink :
วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2551
กรรม กฏแห่งกรรม
กรรม และ กฏแห่งกรรม
ในคติพุทธ กรรม (คือ การกระทำ) มีจริง กฏแห่งกรรม ก็มีจริง
เรื่องของกรรมและกฏแห่งกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนนักเพราะกรรมนั้นมีหลายแบบ กรรมดี กรรมชั่ว กรรมกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่วกรรมหนัก กรรมเบา กรรมหนักสุดๆ กรรมมีผลมาก กรรมมีผลน้อยกรรมที่ให้ผลปัจจุบันทันที กรรมที่รอให้ผลในอนาคตทั้งใกล้และไกลกรรมที่เป็นอโหสิกรรมไป ฯลฯ
ความจริงเรื่อง กรรม เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าไม่ควรคิดหากขืนคิดก็จะยิ่งงงงวยสับสนไม่เข้าใจไปได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เป็นเพราะว่าตามแนวธรรมะแล้ว แต่ละชีวิตล้วนเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วมากมายจนนับชาติไม่ถ้วนในสังสารวัฏหรือกงล้ออันไม่รู้จบแห่งกรรมนี้
เมื่อเราเกิดมาแล้วมากมาย แต่ละชีวิตก็อาจเคยเจอะเจอ ผูกพัน สร้างเวรสร้างกรรมต่อกันและกันมาแล้วมากมาย กรรมคือการกระทำต่างๆ ก็มากมาย ละเอียดพิสดาร ซ้ำซ้อนกันเป็นชั้นๆ แม้จะจำอดีตชาติไม่ได้ว่าเคยเกิดเคยตายตรงไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เคยทำอะไรเอาไว้บ้างทั้งดีและไม่ดี แต่ทุกอย่างได้บันทึกเอาไว้หมดแล้วโดยไม่ตกหล่น ด้วยกฏแห่งกรรม เมื่อกระทำสิ่งใดก็ต้องได้รับผลอันเหมาะกับการกระทำนั้นๆ เสมอ ไม่ช้าก็เร็ว
แม้ว่าเรื่องของกรรมจะไม่ควรคิดให้มาก แต่หากเราใฝ่ใจศึกษาหาความรู้และที่สำคัญหากเราใฝ่ใจเพียรปฏิบัติกายปฏิบัติใจเพื่อให้เกิดปัญญายิ่งๆ(ปัญญาแท้ๆ ที่จะเข้าไปรู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันเหตุและผลต่างๆ ในโลกรู้เท่าทันพระไตรลักษณ์ ฯลฯ) เราก็อาจพอจะเข้าใจได้บ้าง เราก็จะทราบว่าที่แท้ ที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เกิดมาอย่างนี้ ได้อัตภาพอย่างที่เป็นตอนนี้ต้องมาเสวยทุกข์หรือได้มาเสวยสุขเช่นปัจจุบันนี้ ทุกอย่างเราล้วนทำมาเองทั้งนั้นในอดีต และปัจจุบันก็คือผลจากอดีต
เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดตระหนักได้เช่นนี้ ก็จะหวาดผวา กลัวต่อการสร้างกรรมไม่ดีเพราะรู้แน่อยู่ว่าวันหนึ่งต้องได้รับผลแน่นอน อาจไม่ใช่ชาตินี้ก็ได้ แต่ผลรออยู่อย่างแน่นอน เมื่อหวาดผวากลัวการก่อกรรมไม่ดี สร้างเหตุไม่ดีแล้ว ก็จะเริ่มพยายามตั้งตัวตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติกายและใจให้ทำแต่กรรมอันดีทั้งนี้ เพราะปัจจุบันนี้เองที่จะไปเกิดเป็นผลหรือผลกรรมในอนาคตอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นจริงถึงภัยดังกล่าว ในขั้นแรกๆ ก็จะเพียรพยายามระมัดระวังสำรวมกายวาจาและใจให้อยู่ในความดีงาม เพื่อไม่สร้างกรรมไม่ดี ไม่สร้างกรรมอันเป็นอุกศล ดำรงตนอยู่ในความดี
จากนั้น ก็จะค่อยเห็นจริงว่า การที่ยังต้องมีกรรม ต้องสร้างกรรม ต้องรับผลแห่งกรรมทั้งหลาย แม้จะเป็นกรรมดี ทำดีก็เถอะ ก็ยังไม่หมด ยังไม่จบ ยังไม่หลุดไปจากกฏแห่งกรรม วงเวียนและวังวนแห่งกรรมไปได้ ก็จะพยายามดิ้นรนขวนขวาย หาทางออกจากวงเวียนกรรมอันน่ากลัวนี้ ไปสู่ความไม่ต้องสร้างเหตุไม่ต้องรับผลใดๆ อีกเลย ไปสู่ความสุขสงบอันถาวรเป็นนิรันดร์ ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย เวียนสร้างกรรมและเวียนรับผลต่างๆ จากการกระทำอีกเลย
ข้างล่างต่อไปนี้ เป็นเรื่องของกรรมล้วนๆ เป็นทฤษฎีทางพระพุทธศาสนาว่าด้วยกรรมและกฏแห่งกรรม จำแนกแจกแจงไว้อย่างละเอียด แม้อาจอ่านยากเพราะมีศัพท์ต่างๆ อยู่พอสมควร แต่ก็ควรค่าอย่างยิ่งแก่การศึกษาทำความเข้าใจเรียบเรียงมาจากหนังสือ วิสุทธิ ญาณ นิเทส ตำราคู่มือวิปัสสนากัมมัฏฐานโดย ธนิต อยู่โพธิ์ แปลและเรียบเรียง จาก พระบาลีคัมภีร์วิสุทธิมัคคปริจเฉทที่ ๑๘ - ๒๓
*****************************************
เรื่องของกรรมวัฏและวิบากวัฏ
กำหนดรู้ปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ
พระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกรรมวัฏ และวิปากวัฏ อย่างนี้ว่า "ธรรม ๕ อย่างคือ;โมหะในกรรมภพก่อน ได้แก่ อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำไว้ในกรรมภพก่อน ได้แก่ สังขาร ๑ ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา ๑ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ ภพ ๑ในกรรมภพก่อน เหล่านี้ เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้ ดังนี้
ธรรม ๕ อย่าง คือ; ปฏิสนธิในภพนี้ ได้แก่ วิญญาณ ๑ การก้าวลง (ในครรภ์มารดา) ได้แก่ นามรูป ๑ ประสาทได้แก่ อายตนะ ๑ สิ่งที่สัมผัสถูกต้อง ได้แก่ ผัสสะ ๑ การเสวยอารมณ์ ได้แก่ เวทนา ๑ ในอุปปัติภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ในภพก่อน เพราะเหตุที่อายตนะทั้งหลายแก่กล้าในภพนี้แล้ว ธรรม ๕ อย่าง คือ;โมหะ ได้แก่ อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำ ได้แก่ สังขาร ๑ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา ๑ ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ ภพ ๑ ในกรรมภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิ (ในภพ) ต่อไป"
ว่าด้วยกรรม ๑๒ ชนิด
(ชื่อกรรม ๑๒ ในภาษาไทย แปลตามพระนิพนธ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๒)
ในกรรมวัฏและวิปากวัฏนั้น กรรม (ให้ผลตามคราว) มี ๔ อย่าง คือ
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบๆ ไป๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว
ในบรรดาจิต ๗ ดวง (ซึ่งดำเนินไป) ชวนะวิถี เดียวกันนั้น ชวนะเจตนา ดวงแรก เป็นกุศล หรืออกุศล ก็ตาม มีชื่อเรียกว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม นั้นให้ผลในอัตตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) อย่างนั้นก็มีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป ที่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่าอโหสิกรรม ตามหลักของหมวด ๓ (ติกะ) ดังนี้ คือ "ผลของกรรมมิได้มีแล้ว ๑ ผลของกรรมจักไม่มี ๑ ผลของกรรมไม่มีอยู่ ๑"ส่วน ชวนะเจตนา ดวงที่ ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จความประสงค์มีชื่อเรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม นั้นให้ผลในอัตตภาพถัดไป เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) ตามนั้น ก็เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน ชวนะเจตนา (อีก) ๕ ดวง ในระหว่างชวนะเจตนา ๒ ดวง (คือดวงที่ ๑ และที่ ๗) มีชื่อเรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม อปราปรเวทนียกรรม นั้น ได้โอกาสเมื่อใดในกาลอนาคต ให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีความเป็นไปของสังขาร ก็ยังไม่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม
ยังมีกรรม (ให้ผลตามลำดับ) อีก ๔ อย่าง คือ;
๑. ครุกรรม กรรมหนัก๒. พหุลกรรม กรรมเคยชิน๓. อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน๔. กตัตตาวาปนกรรม กรรมสักแต่ว่าทำ
บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล ก็ตามในบรรดากรรมหนักและไม่หนัก กรรมใดเป็นกรรมหนัก เช่นมาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เป็นต้น ก็ตาม หรือ มหัคคตกรรม(รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล) ก็ตาม กรรมนั้นแลให้ผลก่อน ถึงแม้ในบรรดากรรมที่เคยชินและไม่เคยชินก็เหมือนกันกรรมใดที่เคยชิน เช่นความเป็นผู้มีศีลดี ก็ตาม หรือความเป็นผู้ทุศีล ก็ตาม กรรมเคยชินนั้นแลให้ผลก่อน กรรมที่คนเราระลึกได้ ในเวลาใกล้มรณะมีชื่อเรียกว่า อาสันนกรรม (คือกรรมเมื่อจวนเจียน) เพราะว่าบุคคลผู้ใกล้จะตาย สามารถระลึกถึงกรรมใดได้ เขาก็เกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นแล ส่วนกรรมนอกจาก ๓ อย่างนี้ เป็นกรรมที่ได้ความคุ้นเคยบ่อยๆมีชื่อเรียกว่า กตัตตาวาปนกรรม เมื่อไม่มีกรรม ๓ อย่างเหล่านั้นแล้ว มันจึงชักพาไปสู่ปฏิสนธิ
ยังมีกรรม (ให้ผลตามกิจ) อีก ๔ อย่าง คือ
๑. ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด๒. อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน๓. อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้น๔. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน
บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น กรรมที่มีชื่อเรียกว่า ชนกกรรม เป็นทั้งกุศลทั้งอกุศล ชนกกรรมทำให้เกิดวิบากขันธ์ทั้งในกามภพในรูปภพ และ ในอรูปภพ ทั้งในเวลาปฏิสนธิ ทั้งในเวลาที่วิบากขันธ์เป็นไป (ตั้งแต่เกิดจนตาย) ส่วนอุปัตถัมภกกรรมไม่สามารถให้เกิดวิบาก (ขันธ์) ได้ แต่เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว จึงสนับสนุนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์)ซึ่งกรรมอื่นให้เกิดขึ้น ให้เป็นไปตลอดกาล อุปปีฬกกรรม เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว ก็เข้าบีบคั้น เบียดเบียนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์) ซึ่งกรรมอื่นทำให้เกิดขึ้น มิให้ดำเนินไปตลอดกาล ส่วนอุปฆาตกกรรม ไม่ว่าตนเองจะเป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม คอยตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลังด้อยกว่า ห้ามปรามผลของกรรมนั้นไว้ แล้ทำโอกาสให้แก่ผลของตน แต่เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนี้แล้ว ก็เรียกวิบากนั้นได้ว่า เกิดขึ้นแล้ว
ลำดับของกรรมและลำดับของวิบาก ของกรรม ๑๒ อย่างดังกล่าวมานี้ ย่อมปรากฏโดยหน้าที่ของตนตามความเป็นจริงเฉพาะแก่ กรรมวิปากญาณ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่สาธารณ์ทั่วไปกับพระสาวกทั้งหลาย แต่พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนา พึงทราบทั้งลำดับของกรรมและทั้งลำดับของวิบากไว้โดยเอกเทส เพราะฉะนั้น จึงได้ประกาศความวิเศษของกรรมนี้ไว้ด้วยการแสดงแต่เพียงที่เป็นหลัก ด้วยประการฉะนี้
พระภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นบรรจุกรรม ๑๒ อย่างนี้เข้าไว้ในกรรมวัฏด้วยประการฉะนี้แล้ว ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ด้วยประการดังกล่าวนั้นพระภิกษุนั้น ครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยทางกรรมวัฏและวิปากวัฏแล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า"นามและรูปนี้ ในบัดนี้ ก็เป็นไปอยู่ โดยปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ฉันใด ถึงแม้ในอดีตกาล ก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัยทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ถึงแม้ในอนาคตกาล ก็จักเป็นไปโดยปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ เหมือนฉันนั้น ทั้งกรรมและทั้งวิบากของกรรม ทั้งกรรมวัฏและทั้งวิปากวัฏ ทั้งความเป็นไปของกรรมและทั้งความเป็นไปของวิบาก ทั้งความสืบต่อของกรรมและทั้งความสืบต่อของวิบาก ทั้งกิริยาและทั้งผลของกิริยา ก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้
กัมมวิปากา วัตตันติ วิปาโก กัมมสัมภโวกัมมา ปุนัพภโว โหติ เอวัง โลโก ปวัตตติ.แปลความว่าเพราะกรรม วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป วิบากเกิดจากกรรมภพใหม่ ก็มีเพราะกรรม โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้"
เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ อย่างนี้ ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖ ประการ ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (อดีตกาล) เป็นต้น แล้วกล่าวไว้โดยนัย มีอาทิว่า "ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วนี้หนอ?" ในภพ (๓) โยนิ (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗)และนิวาส (๙) ทั่วทั้งหมด ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูป ซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น นอกเหนือไปจากเหตุ พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก(ผู้สร้าง) นอกเหนือจากความเป็นไปของผล ก็มิได้เห็นผู้เสวยผล จึงเป็นอันว่า พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า เมื่อมีเหตุ บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้ร่วมกันว่า "มีผู้สร้าง" เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก ก็กล่าวว่า "มีผู้เสวย" ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
กัมมัสส การโก นัตถิ วิปากัสส จ เวทโกสุทธธัมมา ปวัตตันติ- เอเวตัง สัมมทัสสนัง.แปลความว่า ผู้สร้างกรรมไม่มี และผู้เสวยผล (ของกรรม) ก็ไม่มี ธรรมล้วนๆเป็นไปอย่างเดียว นี้เป็นสัมทัสสนะ (คือ ความเห็นโดยชอบ)
เอวัง กัมเม วิปาเก จ วัตตมาเน สเหตุเกพีชรุกขาทิกานังว ปุพพา โกฏิ น นายติ.แปลความว่าเมื่อกรรมและวิบาก พร้อมทั้งเหตุ เป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็ไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลาย ดุจไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลายของเมล็ดพืชและต้นไม้เป็นต้น ฉะนั้น
อนาคเตปิ สังสาเร อัปปวัตตัง น ทิสสติเอตมัตถัง อนัญญาย ติตถิยา อสยังวสีสัตตสัญญัง คเหตวาน สัสสตุจเฉททัสสิโนทวาสัฏฐิทิฏฐึ คัณหันติ อัญญมัญญัง วิโรธิตา.แปลความว่าแม้ในอนาคตกาล ความไม่เป็นไปในสังสารวัฏก็ไม่ปรากฏพวกเดียรถีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ความข้อนี้ ทั้งตนเองก็ไม่มีความเชี่ยวชาญจึงยึดถือสัตตสัญญา (ความสำคัญหมายว่ามีสัตว์มีบุคคล) แล้วมีความเห็น ว่าเที่ยง ว่าขาดสูญ ยึดถือทิฏฐิ๖๒ ประการ ต่างโต้แย้งกันและกันอยู่
ทิฏฐิพันธนพันธา เต ตัณหาโสเตน วุยหเรตัณหาโสเตน วุยหันตา น เต ทุกขา ปมุจจเร.แปลความว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ซึ่งมีเครื่องผูกพันคือทิฏฐิผูกพันไว้จึงถูกกระแสแห่งตัณหาพัดพาไป เมื่อถูกกระแสตัณหาพัดพาอยู่ พวกเขาก็ไม่พ้นจากทุกข์
เอวเมตัง อภิญญาย ภิกขุ พุทธัสส สาวโกคัมภีรัง นิปุณัง สุญญัง ปัจจยัง ปฏิวิชฌติ,แปลความว่าพระภิกษุ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้ความนี้ ด้วยปัญญารู้ยิ่งดังกล่าวมานี้ จึงเห็นชัด ซึ่งปัจจัย (ของนามและรูป)อันลึกซึ้ง ละเอียด ว่างเปล่า
กัมมัง นัตถิ วิปากัมหิ ปาโก กัมเม น วิชชติอัญญมัญญัง อุโภ สุญญา น จ กัมมัง วินา ผลัง,แปลความว่ากรรมไม่มีอยู่ในวิบาก วิบากก็ไม่มีอยู่ในกรรม กรรมและวิบากทั้งสอง ต่างว่างเปล่าซึ่งกันและกัน แต่ปราศจากกรรมเสียแล้ว ผลก็หามีไม่
ยถา น สุริเย อัคคิ น มณิมหิ น โคมเยน เตสัง พหิ โส อัตถิ สัมภาเรหิ จ ชายติตถา น อันโต กัมมัสส วิปาโก อุปลัพภติพหิทธาปิ น กัมมัสส น กัมมัง ตัตถ วิชชติ.แปลความว่าไฟไม่มีในดวงอาทิตย์ ไม่มีในแก้วมณี (ที่ใช้ส่อง) ไม่มีในขี้วัว ไฟนั้นมิได้มีอยู่ภายนอกสิ่งทั้ง ๓ เหล่านั้น แต่มันเกิดขึ้นด้วยการประกอบกัน (ของสิ่งทั้ง ๓) ฉันใดวิบากก็ฉันนั้น หาไม่ได้ภายในกรรม แม้ภายนอกกรรมก็หาไม่ได้ (เพราะ) กรรมมิได้มีอยู่ในวิบากนั้น
ผเลน สุญญัง ตัง กัมมัง ผลัง กัมเม วิชชติกัมมัญจ โข อุปาทาย ตโต นิพพัตตตี ผลัง.แปลความว่ากรรมนั้นว่างเปล่าจากผล ผลก็มิได้มีอยู่ในกรรม แต่เพราะอาศัยกรรมแล ผลจึงเกิดขึ้นจากกรรมนั้น
น เหตถ เทโว พรหมา วา สังสารัสสัตถิ การโกสุทธธัมมา ปวัตตันติ เหตุสัมภารปัจจยา.แปลความว่าความจริง ในโลกนี้ ไม่มีเทพเจ้า หรือ พระพรหม ผู้สร้าง สังสารวัฏ ธรรมแท้ๆ เป็นไปเอง เพราะการประกอบกันของเหตุ และปัจจัย
เมื่อพระภิกษุนั้น ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ แล้วละความสงสัยใน ๓ กาลได้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็เป็นอันได้รู้ธรรม ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน สิ้นทั้งปวงแล้ว โดยทางจุติและปฏิสนธิ ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้น เป็นญาตปริญญา คือ การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว
พระภิกษุนั้น รู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า "ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใด เกิดแล้วในอดีต เพราะกรรม (ในอดีต) เป็นปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง ส่วนขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะกรรมในอดีตเป็นปัจจัย ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจากภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ในภพนี้ เพราะกรรมเป็นปัจจัย ก็จักดับไป ขันธ์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นในภพหน้า ก็เป็นพวกอื่น หามีธรรมแม้สิ่งเดียวจากภพนี้จักไปยังภพหน้า มิได้"
อีกประการหนึ่งแล เปรียบเหมือน การสาธยาย (การท่องบ่น) จากปากของอาจารย์ หาเข้าไปสู่ปากของอันเตวาสิกไม่ (อันเตวาสิก คือ ศิษย์ ผู้อยู่ในสำนักภิกษุผู้ขอยู่ร่วมสำนัก จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์- deedi) แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิกนั้น จะไม่ดำเนินไป เพราะการสาธยายของอาจารย์นั้นเป็นปัจจัย ก็หามิได้ (อุปมา ๑) เปรียบเหมือนน้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่ม มิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค แต่โรคของคนเป็นโรคนั้น จะไม่สงบลงเพราะการดื่มน้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น หามิได้ (อุปมา ๒)วิธีประดับตกแต่งใบหน้าไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจกเงาเป็นต้น แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่นกระจกเงาเป็นต้นนั้น เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้นเป็นปัจจัย หามิได้ (อุปมา ๓) เปลวประทีปของไส้(ตะเกียง) ไส้หนึ่ง จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง แต่เปลวประทีปในไส้ (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง) นั้นจะไม่เกิดขึ้นเพราะไส้ (ตะเกียงอันก่อน) นั้นเป็นปัจจัย หามิได้(อุปมา ๔) ฉันใด ธรรมอะไรๆ จากภพในอดีต มิได้ก้าวมาสู่ภพนี้ หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้าเหมือนฉันนั้นนั่นแล แต่ขันธ์, อายตนะ และธาตุทั้งหลาย จะไม่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะมีขันธ์, อายตนะและธาตุ ทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้ หรือว่าขันธ์, อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้นเพราะมีขันธ์ อายตนะและธาตุ ทั้งหลายในภพนี้เป็นปัจจัย หามิได้ ฉะนี้แล
ยเถว จักขุวิญญาณัง มโนธาตุอนันตรังน เจว อาคตัง นาปิ น นิพพัตตัง อนันตรังตเถว ปฏิสันธิมหิ วัตตเต จิตตสันตติปุริมัง ภิชชตี จิตตัง ปัจฉิมัง ชายตี ตโตเตสัง อันตริกา นัตถิ วีจิ เตสัง น วิชชติน จิโต คัจฉติ กิญจิ ปฏิสันธิ จ ชายติ.แปลความว่าจักขุวิญญาณ มาในลำดับของมโนธาตุ และมิได้มาอีกทั้งมิได้เกิดในลำดับ (แห่งมโนธาตุ) หามิได้ ฉันใดความสืบเนื่องของจิตเป็นไปใน (ลำดับของ) ปฏิสนธิฉันนั้นเช่นกัน จิตดวงก่อนแตกดับไป จิตดวงหลังก็เกิด(ต่อ) จากนั้น ไม่มีระหว่างคั่นของจิต ๒ ดวงนั้น จิต ๒ดวงนั้นหามีช่องว่างมิได้ ทั้งจิตไรๆ ก็มิได้ (จุติ) ไปจากจิตดวงนี้ และปฏิสนธิ (จิต) ก็เกิดขึ้น *****************************************
ในเรื่องกฏแห่งกรรม ได้กล่าวถึงอันตรายที่เกิดแก่สัตว์โลก ๕ อย่าง
๑.กิเลสสันตราย
อันตรายที่เกิดจากกิเลส
๒.กัมมันอันตราย
อีนตรายที่เกิดจากการทำชั่วในปัจจุบัน
๓วิปากกันตราย
อันตรายที่เกิดจากวิบาก คือผลของกรรมที่ทำในอดี
๔.ทิฐสันตราย
อันตรายที่เกิดจากทิฐิอันตราย
๕.อริปูปวันตราย
อันตรายที่เกิดจากการจาบจ้วงพระอริยะเจ้า
พระพุทธศาสนาสอนว่าบุคคลที่จะได้ดีหรือชั่ว จะได้รับทุกข์หรือสุข ก็เพระกรรมหรือการกระทำของตนเองทั้งสิ้น หากเราไม่ดำเนินตามทางที่พระพุทธองค์สอนไส้ แม้จะสวกอ้อนวอนขอร้อง ก็ไม่สามารถทำให้เราพบความดีและความสุขได้ ถ้ามนุษ์จะมีความสุขได้ ด้วยความภักดัและวิงวร มนุษย์เราก็ไม่ต้องทำอะไร
หลักศรัทธาของชาวพุทธ
ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ชาวพุทธต้องมี ศรัทธา ๔ อย่างคือ
๑.ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในเรื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงเป็นผู้หระกอบด้วย ปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ
๒.กัมมันสัทธา เชื่อใรเรื่องกรรม คือชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง
๓.วิปากสัทธา เชื่อเรื่องผลของกรรม เชื่อสัตว์มีกรรม
๔. กัมมันสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง คือเชื่อว่าผมที่เราได้รับ เป็นผลแห่งการกระทำของเราเอง
ความเชื่อในเรื่องกรรม (การกระทำ)
จะเห็นได้ว่าความเชื่อหรือศรัทธา ๔ อย่างเป็นความเชื่อเกี่ยวกับกรรม ๓อย่าง ฉะนั้นกฏแห่งกรรมจึงเป็นคำสอนที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ผู้ที่เป็นชาวพุทธทุกคนจึงต้องเชื่องเรื่องกฏแห่งกรรม ควรทำการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องกฏแห่งกรรม ชาวพุทธที่ไม่เชื่อเรื่องกฏหาใช่ชาวพุทธที่แท้จริงไม่ เขาเป็นชาวพุทธแต่เพียงในนาม ศาสนาพุทธดีเพียงไรที่ให้ใช้กรอกแบบฟอร์ม เพื่อให้ถูกคนอื่นมอง่ว่าเป็นคนไร้ศาสนาเท่านั้นเอง
คนเชื่อกรรม กับ คนไม่เชื่อกรรม
คนที่เชื่อในเรื่งกรรม ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เชื่เรื่องกรรมย่อมสามารถถอดทนรับความเดือดร้อนยากลำบาก ความผิดหวัง ความขมขื่น และเคราะห์ร้ายที่เกิดแก่ตนเอง ไม่ตีโพยตีพายไปว่า โลกนี้ไม่มรความยุติธรรม ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำดีแล้วไม่ได้ดี คนที่เชื่อในเรื่องกรรม จะยึดมั่นในความดีต่อไปก็จะสามารถให้อภัยแก่ผู้อื่น และจะเป็นผู้ที่มีหิริโอตัปปะ
คนที่ประกอบกรรมทำชั่วทั้งกายและ วาจา และใจ ส่วนใหญ่เป็นคนไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องบาปและบุญไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิด คนพวกนี้จึงเกิดมาเพื่อมุ่งแสวหาทรัพย์สมบัติหาความสุขใสตัว โดยไม่คำนึงถึงทรัพย์สมบัติหรือความสนุกสนานที่ตนได้มาถูกหรือผิดและทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตัวเอง
สัตว์ทั้งหลายย่อมมีกรรมเป็นของตัวเอง กรรมนั้นย่อมเป็นของเราโดยเฉพาะ และเราอาจจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น จะโอนให้ผู้อื่นมิได้ แม้ผู้นัน้จะยินดีรับโอนกรรมชั่วของเราก็ตาม
กรรมดีเช่นเดียวกัน ผู้ใดกระทำกรรมดี ย่อมเป็นผู้ทำโดยเฉพาะ จะจ้างทำกันหาแทนได้ไม่ เช่นเราจะเอาเงินจ้างผู้อื่นประกอบกรรมดี แล้วขอโอนกรรมดีของผู้นั้นที่ทำมาให้แก่เราย่อมไม่ได้ หากเราต้องการกรรมดีนั้นเราต้องประกอบกรรมดีเอง
การรับประทานอาหาร ผู้ที่รับประทาน....ผู้นั้นก็เป็นผู้อิ่ม
มนุษย์มีภาวะความเป็นไปต่างกัน เช่น ดีหรือชั่ว รวยหรือจน เจริญหรือเสื่อม ก็เนื่องมาจากกรรมของตนเองทั้งสิ้นและกรรมใดที่ทำลงไปจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมให้ผลตอบแทนเสมอ และย่อมติดตามผู้กระทำเสมือนเงาติดตามตัว หรือเหมือนกับล้อเกวียนที่หมุนตามรอยเท้าโคฉะนัน ด้วยเหตุนี้มนุษย์ย่อมมีกรรมเป็นที่พึ่ง
หลักเกณฑณ์ชองกรรมที่แท้
คนส่วนมากเข้าใจว่า กรรมคือการกระทำความเข้าใจนี้ก็ไม่ผิด แต่ก็เป็นความเข้าใจที่ยังไม่รัดกุมและถูกต้องทั้งหมด เพราะมีการกระทำบางอย่างที่ไม่นับว่าเป็นกรรม
กรรมที่แท้จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๒ ประการคือ ผู้ทำมีเจตนา และการกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือบาป
ผู้ทำมีเจตนา
ที่ว่าผู้ทำมีเจตนา มัหลักที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้มีใจความว่า เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ
แปลว่า....
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาเป็นกรรม เจตนาก็ได้แก่ ความตั้งใจหรือความรับรู้ซึ้งแบ่งออกเป็น ๓ อย่างคือ
๑. บุรพเจตนา เจตนาก่อนทำ
๒. มุญจนเจตนา เจตนาในเวลาทำ
๒. อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว
การกระทำโดยที่ทีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใด ตอนหนึ่ง ถือว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น ส่วนการกระทำที่ไม่เจตนา คือ ใจไม่ได้สั่งให้ทำ ไม่จัดว่าเป็นกรรม เช่นคนเจ็บซึ้งมีไข้สูงเกิดเพ้อครั้งแม้จะพูดคำหยาบออกมา เอามือหรือเท้าไปถูกใครเข้าก็ไม่เป็นกรรม ในทางวิยัยก็ยกเว้นให้พระที่วิกลจริตซึ้งล่วงเกินสิกขาวินัยไม่ต้องอาบัติ ทั้งนี้ก็โดยหลักเกณฑ์ว่า ถ้าผู้ทำไม่เจตนากระทำแล้วการกระทำนั้นก็ไม่เป็นกรรม
การกระทำที่มีผมทำให้เกิดบาป บุญ
ส่วนหลักเกณฑ์ที่ ๒ ที่ว่า การกระทำนั้นจะต้องเป็นบุญหรือบาป ก็เพื่อแยกการกระทำของพระอรหันต์ออกจาก การกระทำของปุถุชน เนื่องจากพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไมความยึดถือในตัวตน การกระทำเรียกว่าอัพยากฤต ไม่นับว่าเป็นกรรมหรือกรรมชั่ว บุญและบาปก็ไม่มี การกระทำของพระอรหันต์จึงไม่เรียกว่ากรรม แต่เรียกว่ากิริยา ส่วนปุถ่ชนที่ยังมีความยึดมั่นในตัวตนอยู่ จะทำอะไรก็ยังยึดถือว่าตนเป็นผู้กระทำ การกระทำของปุถุชนจึงถือว่าเป็นกรรมย่อมจะก่อวิบากให้เกิดวิบากหรือ ผลกรรม กรรมดีก่อให้เกิดบุญ ส่วนกรรมชั่วก่อให้เกิดบาป
พฤติกรรมจากหลักกรรม
พฤตินัยแห่งพฤติกรรมจากหลักกรรมนี้เอง ทำให้ถูกเปลี่ยนนิสัย ไปคบเพื่อนเสเพล คนพาลได้ผิด คบบัณฑิตได้ผล คบคนชั่วพาตัวอับจน คบคนดีได้ผลจนวันตาย เมาเพศหรือก็หมดท่า เมาสุราหมดความสำคัญ เมาการพนันหมดตัว เมาเพื่อนชั่วหมดดี นี่เปลี่ยนพฤติกรรมไปได้ น่าเสียดาย แต่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีน่าอนุโมทนา ถ้าเปลียนพฤติกรรมไปทางชั่วน่าเสียใจ
นิพพาน ขอปัญญาเกิดแด่ท่าน...(Nirvana)
โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน Permalink :
วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2551
กรรม กฏแห่งกรรม
กรรม และ กฏแห่งกรรม
ในคติพุทธ กรรม (คือ การกระทำ) มีจริง กฏแห่งกรรม ก็มีจริง
เรื่องของกรรมและกฏแห่งกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนนักเพราะกรรมนั้นมีหลายแบบ กรรมดี กรรมชั่ว กรรมกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่วกรรมหนัก กรรมเบา กรรมหนักสุดๆ กรรมมีผลมาก กรรมมีผลน้อยกรรมที่ให้ผลปัจจุบันทันที กรรมที่รอให้ผลในอนาคตทั้งใกล้และไกลกรรมที่เป็นอโหสิกรรมไป ฯลฯ
ความจริงเรื่อง กรรม เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าไม่ควรคิดหากขืนคิดก็จะยิ่งงงงวยสับสนไม่เข้าใจไปได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เป็นเพราะว่าตามแนวธรรมะแล้ว แต่ละชีวิตล้วนเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วมากมายจนนับชาติไม่ถ้วนในสังสารวัฏหรือกงล้ออันไม่รู้จบแห่งกรรมนี้
เมื่อเราเกิดมาแล้วมากมาย แต่ละชีวิตก็อาจเคยเจอะเจอ ผูกพัน สร้างเวรสร้างกรรมต่อกันและกันมาแล้วมากมาย กรรมคือการกระทำต่างๆ ก็มากมาย ละเอียดพิสดาร ซ้ำซ้อนกันเป็นชั้นๆ แม้จะจำอดีตชาติไม่ได้ว่าเคยเกิดเคยตายตรงไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เคยทำอะไรเอาไว้บ้างทั้งดีและไม่ดี แต่ทุกอย่างได้บันทึกเอาไว้หมดแล้วโดยไม่ตกหล่น ด้วยกฏแห่งกรรม เมื่อกระทำสิ่งใดก็ต้องได้รับผลอันเหมาะกับการกระทำนั้นๆ เสมอ ไม่ช้าก็เร็ว
แม้ว่าเรื่องของกรรมจะไม่ควรคิดให้มาก แต่หากเราใฝ่ใจศึกษาหาความรู้และที่สำคัญหากเราใฝ่ใจเพียรปฏิบัติกายปฏิบัติใจเพื่อให้เกิดปัญญายิ่งๆ(ปัญญาแท้ๆ ที่จะเข้าไปรู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันเหตุและผลต่างๆ ในโลกรู้เท่าทันพระไตรลักษณ์ ฯลฯ) เราก็อาจพอจะเข้าใจได้บ้าง เราก็จะทราบว่าที่แท้ ที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เกิดมาอย่างนี้ ได้อัตภาพอย่างที่เป็นตอนนี้ต้องมาเสวยทุกข์หรือได้มาเสวยสุขเช่นปัจจุบันนี้ ทุกอย่างเราล้วนทำมาเองทั้งนั้นในอดีต และปัจจุบันก็คือผลจากอดีต
เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดตระหนักได้เช่นนี้ ก็จะหวาดผวา กลัวต่อการสร้างกรรมไม่ดีเพราะรู้แน่อยู่ว่าวันหนึ่งต้องได้รับผลแน่นอน อาจไม่ใช่ชาตินี้ก็ได้ แต่ผลรออยู่อย่างแน่นอน เมื่อหวาดผวากลัวการก่อกรรมไม่ดี สร้างเหตุไม่ดีแล้ว ก็จะเริ่มพยายามตั้งตัวตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติกายและใจให้ทำแต่กรรมอันดีทั้งนี้ เพราะปัจจุบันนี้เองที่จะไปเกิดเป็นผลหรือผลกรรมในอนาคตอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นจริงถึงภัยดังกล่าว ในขั้นแรกๆ ก็จะเพียรพยายามระมัดระวังสำรวมกายวาจาและใจให้อยู่ในความดีงาม เพื่อไม่สร้างกรรมไม่ดี ไม่สร้างกรรมอันเป็นอุกศล ดำรงตนอยู่ในความดี
จากนั้น ก็จะค่อยเห็นจริงว่า การที่ยังต้องมีกรรม ต้องสร้างกรรม ต้องรับผลแห่งกรรมทั้งหลาย แม้จะเป็นกรรมดี ทำดีก็เถอะ ก็ยังไม่หมด ยังไม่จบ ยังไม่หลุดไปจากกฏแห่งกรรม วงเวียนและวังวนแห่งกรรมไปได้ ก็จะพยายามดิ้นรนขวนขวาย หาทางออกจากวงเวียนกรรมอันน่ากลัวนี้ ไปสู่ความไม่ต้องสร้างเหตุไม่ต้องรับผลใดๆ อีกเลย ไปสู่ความสุขสงบอันถาวรเป็นนิรันดร์ ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย เวียนสร้างกรรมและเวียนรับผลต่างๆ จากการกระทำอีกเลย
ข้างล่างต่อไปนี้ เป็นเรื่องของกรรมล้วนๆ เป็นทฤษฎีทางพระพุทธศาสนาว่าด้วยกรรมและกฏแห่งกรรม จำแนกแจกแจงไว้อย่างละเอียด แม้อาจอ่านยากเพราะมีศัพท์ต่างๆ อยู่พอสมควร แต่ก็ควรค่าอย่างยิ่งแก่การศึกษาทำความเข้าใจเรียบเรียงมาจากหนังสือ วิสุทธิ ญาณ นิเทส ตำราคู่มือวิปัสสนากัมมัฏฐานโดย ธนิต อยู่โพธิ์ แปลและเรียบเรียง จาก พระบาลีคัมภีร์วิสุทธิมัคคปริจเฉทที่ ๑๘ - ๒๓
*****************************************
เรื่องของกรรมวัฏและวิบากวัฏ
กำหนดรู้ปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ
พระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกรรมวัฏ และวิปากวัฏ อย่างนี้ว่า "ธรรม ๕ อย่างคือ;โมหะในกรรมภพก่อน ได้แก่ อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำไว้ในกรรมภพก่อน ได้แก่ สังขาร ๑ ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา ๑ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ ภพ ๑ในกรรมภพก่อน เหล่านี้ เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้ ดังนี้
ธรรม ๕ อย่าง คือ; ปฏิสนธิในภพนี้ ได้แก่ วิญญาณ ๑ การก้าวลง (ในครรภ์มารดา) ได้แก่ นามรูป ๑ ประสาทได้แก่ อายตนะ ๑ สิ่งที่สัมผัสถูกต้อง ได้แก่ ผัสสะ ๑ การเสวยอารมณ์ ได้แก่ เวทนา ๑ ในอุปปัติภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ในภพก่อน เพราะเหตุที่อายตนะทั้งหลายแก่กล้าในภพนี้แล้ว ธรรม ๕ อย่าง คือ;โมหะ ได้แก่ อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำ ได้แก่ สังขาร ๑ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา ๑ ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ ภพ ๑ ในกรรมภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิ (ในภพ) ต่อไป"
ว่าด้วยกรรม ๑๒ ชนิด
(ชื่อกรรม ๑๒ ในภาษาไทย แปลตามพระนิพนธ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๒)
ในกรรมวัฏและวิปากวัฏนั้น กรรม (ให้ผลตามคราว) มี ๔ อย่าง คือ
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบๆ ไป๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว
ในบรรดาจิต ๗ ดวง (ซึ่งดำเนินไป) ชวนะวิถี เดียวกันนั้น ชวนะเจตนา ดวงแรก เป็นกุศล หรืออกุศล ก็ตาม มีชื่อเรียกว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม นั้นให้ผลในอัตตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) อย่างนั้นก็มีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป ที่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่าอโหสิกรรม ตามหลักของหมวด ๓ (ติกะ) ดังนี้ คือ "ผลของกรรมมิได้มีแล้ว ๑ ผลของกรรมจักไม่มี ๑ ผลของกรรมไม่มีอยู่ ๑"ส่วน ชวนะเจตนา ดวงที่ ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จความประสงค์มีชื่อเรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม นั้นให้ผลในอัตตภาพถัดไป เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) ตามนั้น ก็เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน ชวนะเจตนา (อีก) ๕ ดวง ในระหว่างชวนะเจตนา ๒ ดวง (คือดวงที่ ๑ และที่ ๗) มีชื่อเรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม อปราปรเวทนียกรรม นั้น ได้โอกาสเมื่อใดในกาลอนาคต ให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีความเป็นไปของสังขาร ก็ยังไม่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม
ยังมีกรรม (ให้ผลตามลำดับ) อีก ๔ อย่าง คือ;
๑. ครุกรรม กรรมหนัก๒. พหุลกรรม กรรมเคยชิน๓. อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน๔. กตัตตาวาปนกรรม กรรมสักแต่ว่าทำ
บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล ก็ตามในบรรดากรรมหนักและไม่หนัก กรรมใดเป็นกรรมหนัก เช่นมาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เป็นต้น ก็ตาม หรือ มหัคคตกรรม(รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล) ก็ตาม กรรมนั้นแลให้ผลก่อน ถึงแม้ในบรรดากรรมที่เคยชินและไม่เคยชินก็เหมือนกันกรรมใดที่เคยชิน เช่นความเป็นผู้มีศีลดี ก็ตาม หรือความเป็นผู้ทุศีล ก็ตาม กรรมเคยชินนั้นแลให้ผลก่อน กรรมที่คนเราระลึกได้ ในเวลาใกล้มรณะมีชื่อเรียกว่า อาสันนกรรม (คือกรรมเมื่อจวนเจียน) เพราะว่าบุคคลผู้ใกล้จะตาย สามารถระลึกถึงกรรมใดได้ เขาก็เกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นแล ส่วนกรรมนอกจาก ๓ อย่างนี้ เป็นกรรมที่ได้ความคุ้นเคยบ่อยๆมีชื่อเรียกว่า กตัตตาวาปนกรรม เมื่อไม่มีกรรม ๓ อย่างเหล่านั้นแล้ว มันจึงชักพาไปสู่ปฏิสนธิ
ยังมีกรรม (ให้ผลตามกิจ) อีก ๔ อย่าง คือ
๑. ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด๒. อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน๓. อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้น๔. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน
บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น กรรมที่มีชื่อเรียกว่า ชนกกรรม เป็นทั้งกุศลทั้งอกุศล ชนกกรรมทำให้เกิดวิบากขันธ์ทั้งในกามภพในรูปภพ และ ในอรูปภพ ทั้งในเวลาปฏิสนธิ ทั้งในเวลาที่วิบากขันธ์เป็นไป (ตั้งแต่เกิดจนตาย) ส่วนอุปัตถัมภกกรรมไม่สามารถให้เกิดวิบาก (ขันธ์) ได้ แต่เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว จึงสนับสนุนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์)ซึ่งกรรมอื่นให้เกิดขึ้น ให้เป็นไปตลอดกาล อุปปีฬกกรรม เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว ก็เข้าบีบคั้น เบียดเบียนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์) ซึ่งกรรมอื่นทำให้เกิดขึ้น มิให้ดำเนินไปตลอดกาล ส่วนอุปฆาตกกรรม ไม่ว่าตนเองจะเป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม คอยตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลังด้อยกว่า ห้ามปรามผลของกรรมนั้นไว้ แล้ทำโอกาสให้แก่ผลของตน แต่เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนี้แล้ว ก็เรียกวิบากนั้นได้ว่า เกิดขึ้นแล้ว
ลำดับของกรรมและลำดับของวิบาก ของกรรม ๑๒ อย่างดังกล่าวมานี้ ย่อมปรากฏโดยหน้าที่ของตนตามความเป็นจริงเฉพาะแก่ กรรมวิปากญาณ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่สาธารณ์ทั่วไปกับพระสาวกทั้งหลาย แต่พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนา พึงทราบทั้งลำดับของกรรมและทั้งลำดับของวิบากไว้โดยเอกเทส เพราะฉะนั้น จึงได้ประกาศความวิเศษของกรรมนี้ไว้ด้วยการแสดงแต่เพียงที่เป็นหลัก ด้วยประการฉะนี้
พระภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นบรรจุกรรม ๑๒ อย่างนี้เข้าไว้ในกรรมวัฏด้วยประการฉะนี้แล้ว ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ด้วยประการดังกล่าวนั้นพระภิกษุนั้น ครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยทางกรรมวัฏและวิปากวัฏแล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า"นามและรูปนี้ ในบัดนี้ ก็เป็นไปอยู่ โดยปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ฉันใด ถึงแม้ในอดีตกาล ก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัยทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ถึงแม้ในอนาคตกาล ก็จักเป็นไปโดยปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ เหมือนฉันนั้น ทั้งกรรมและทั้งวิบากของกรรม ทั้งกรรมวัฏและทั้งวิปากวัฏ ทั้งความเป็นไปของกรรมและทั้งความเป็นไปของวิบาก ทั้งความสืบต่อของกรรมและทั้งความสืบต่อของวิบาก ทั้งกิริยาและทั้งผลของกิริยา ก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้
กัมมวิปากา วัตตันติ วิปาโก กัมมสัมภโวกัมมา ปุนัพภโว โหติ เอวัง โลโก ปวัตตติ.แปลความว่าเพราะกรรม วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป วิบากเกิดจากกรรมภพใหม่ ก็มีเพราะกรรม โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้"
เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ อย่างนี้ ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖ ประการ ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (อดีตกาล) เป็นต้น แล้วกล่าวไว้โดยนัย มีอาทิว่า "ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วนี้หนอ?" ในภพ (๓) โยนิ (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗)และนิวาส (๙) ทั่วทั้งหมด ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูป ซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น นอกเหนือไปจากเหตุ พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก(ผู้สร้าง) นอกเหนือจากความเป็นไปของผล ก็มิได้เห็นผู้เสวยผล จึงเป็นอันว่า พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า เมื่อมีเหตุ บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้ร่วมกันว่า "มีผู้สร้าง" เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก ก็กล่าวว่า "มีผู้เสวย" ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
กัมมัสส การโก นัตถิ วิปากัสส จ เวทโกสุทธธัมมา ปวัตตันติ- เอเวตัง สัมมทัสสนัง.แปลความว่า ผู้สร้างกรรมไม่มี และผู้เสวยผล (ของกรรม) ก็ไม่มี ธรรมล้วนๆเป็นไปอย่างเดียว นี้เป็นสัมทัสสนะ (คือ ความเห็นโดยชอบ)
เอวัง กัมเม วิปาเก จ วัตตมาเน สเหตุเกพีชรุกขาทิกานังว ปุพพา โกฏิ น นายติ.แปลความว่าเมื่อกรรมและวิบาก พร้อมทั้งเหตุ เป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็ไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลาย ดุจไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลายของเมล็ดพืชและต้นไม้เป็นต้น ฉะนั้น
อนาคเตปิ สังสาเร อัปปวัตตัง น ทิสสติเอตมัตถัง อนัญญาย ติตถิยา อสยังวสีสัตตสัญญัง คเหตวาน สัสสตุจเฉททัสสิโนทวาสัฏฐิทิฏฐึ คัณหันติ อัญญมัญญัง วิโรธิตา.แปลความว่าแม้ในอนาคตกาล ความไม่เป็นไปในสังสารวัฏก็ไม่ปรากฏพวกเดียรถีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ความข้อนี้ ทั้งตนเองก็ไม่มีความเชี่ยวชาญจึงยึดถือสัตตสัญญา (ความสำคัญหมายว่ามีสัตว์มีบุคคล) แล้วมีความเห็น ว่าเที่ยง ว่าขาดสูญ ยึดถือทิฏฐิ๖๒ ประการ ต่างโต้แย้งกันและกันอยู่
ทิฏฐิพันธนพันธา เต ตัณหาโสเตน วุยหเรตัณหาโสเตน วุยหันตา น เต ทุกขา ปมุจจเร.แปลความว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ซึ่งมีเครื่องผูกพันคือทิฏฐิผูกพันไว้จึงถูกกระแสแห่งตัณหาพัดพาไป เมื่อถูกกระแสตัณหาพัดพาอยู่ พวกเขาก็ไม่พ้นจากทุกข์
เอวเมตัง อภิญญาย ภิกขุ พุทธัสส สาวโกคัมภีรัง นิปุณัง สุญญัง ปัจจยัง ปฏิวิชฌติ,แปลความว่าพระภิกษุ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้ความนี้ ด้วยปัญญารู้ยิ่งดังกล่าวมานี้ จึงเห็นชัด ซึ่งปัจจัย (ของนามและรูป)อันลึกซึ้ง ละเอียด ว่างเปล่า
กัมมัง นัตถิ วิปากัมหิ ปาโก กัมเม น วิชชติอัญญมัญญัง อุโภ สุญญา น จ กัมมัง วินา ผลัง,แปลความว่ากรรมไม่มีอยู่ในวิบาก วิบากก็ไม่มีอยู่ในกรรม กรรมและวิบากทั้งสอง ต่างว่างเปล่าซึ่งกันและกัน แต่ปราศจากกรรมเสียแล้ว ผลก็หามีไม่
ยถา น สุริเย อัคคิ น มณิมหิ น โคมเยน เตสัง พหิ โส อัตถิ สัมภาเรหิ จ ชายติตถา น อันโต กัมมัสส วิปาโก อุปลัพภติพหิทธาปิ น กัมมัสส น กัมมัง ตัตถ วิชชติ.แปลความว่าไฟไม่มีในดวงอาทิตย์ ไม่มีในแก้วมณี (ที่ใช้ส่อง) ไม่มีในขี้วัว ไฟนั้นมิได้มีอยู่ภายนอกสิ่งทั้ง ๓ เหล่านั้น แต่มันเกิดขึ้นด้วยการประกอบกัน (ของสิ่งทั้ง ๓) ฉันใดวิบากก็ฉันนั้น หาไม่ได้ภายในกรรม แม้ภายนอกกรรมก็หาไม่ได้ (เพราะ) กรรมมิได้มีอยู่ในวิบากนั้น
ผเลน สุญญัง ตัง กัมมัง ผลัง กัมเม วิชชติกัมมัญจ โข อุปาทาย ตโต นิพพัตตตี ผลัง.แปลความว่ากรรมนั้นว่างเปล่าจากผล ผลก็มิได้มีอยู่ในกรรม แต่เพราะอาศัยกรรมแล ผลจึงเกิดขึ้นจากกรรมนั้น
น เหตถ เทโว พรหมา วา สังสารัสสัตถิ การโกสุทธธัมมา ปวัตตันติ เหตุสัมภารปัจจยา.แปลความว่าความจริง ในโลกนี้ ไม่มีเทพเจ้า หรือ พระพรหม ผู้สร้าง สังสารวัฏ ธรรมแท้ๆ เป็นไปเอง เพราะการประกอบกันของเหตุ และปัจจัย
เมื่อพระภิกษุนั้น ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ แล้วละความสงสัยใน ๓ กาลได้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็เป็นอันได้รู้ธรรม ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน สิ้นทั้งปวงแล้ว โดยทางจุติและปฏิสนธิ ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้น เป็นญาตปริญญา คือ การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว
พระภิกษุนั้น รู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า "ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใด เกิดแล้วในอดีต เพราะกรรม (ในอดีต) เป็นปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง ส่วนขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะกรรมในอดีตเป็นปัจจัย ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจากภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ในภพนี้ เพราะกรรมเป็นปัจจัย ก็จักดับไป ขันธ์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นในภพหน้า ก็เป็นพวกอื่น หามีธรรมแม้สิ่งเดียวจากภพนี้จักไปยังภพหน้า มิได้"
อีกประการหนึ่งแล เปรียบเหมือน การสาธยาย (การท่องบ่น) จากปากของอาจารย์ หาเข้าไปสู่ปากของอันเตวาสิกไม่ (อันเตวาสิก คือ ศิษย์ ผู้อยู่ในสำนักภิกษุผู้ขอยู่ร่วมสำนัก จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์- deedi) แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิกนั้น จะไม่ดำเนินไป เพราะการสาธยายของอาจารย์นั้นเป็นปัจจัย ก็หามิได้ (อุปมา ๑) เปรียบเหมือนน้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่ม มิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค แต่โรคของคนเป็นโรคนั้น จะไม่สงบลงเพราะการดื่มน้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น หามิได้ (อุปมา ๒)วิธีประดับตกแต่งใบหน้าไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจกเงาเป็นต้น แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่นกระจกเงาเป็นต้นนั้น เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้นเป็นปัจจัย หามิได้ (อุปมา ๓) เปลวประทีปของไส้(ตะเกียง) ไส้หนึ่ง จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง แต่เปลวประทีปในไส้ (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง) นั้นจะไม่เกิดขึ้นเพราะไส้ (ตะเกียงอันก่อน) นั้นเป็นปัจจัย หามิได้(อุปมา ๔) ฉันใด ธรรมอะไรๆ จากภพในอดีต มิได้ก้าวมาสู่ภพนี้ หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้าเหมือนฉันนั้นนั่นแล แต่ขันธ์, อายตนะ และธาตุทั้งหลาย จะไม่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะมีขันธ์, อายตนะและธาตุ ทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้ หรือว่าขันธ์, อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้นเพราะมีขันธ์ อายตนะและธาตุ ทั้งหลายในภพนี้เป็นปัจจัย หามิได้ ฉะนี้แล
ยเถว จักขุวิญญาณัง มโนธาตุอนันตรังน เจว อาคตัง นาปิ น นิพพัตตัง อนันตรังตเถว ปฏิสันธิมหิ วัตตเต จิตตสันตติปุริมัง ภิชชตี จิตตัง ปัจฉิมัง ชายตี ตโตเตสัง อันตริกา นัตถิ วีจิ เตสัง น วิชชติน จิโต คัจฉติ กิญจิ ปฏิสันธิ จ ชายติ.แปลความว่าจักขุวิญญาณ มาในลำดับของมโนธาตุ และมิได้มาอีกทั้งมิได้เกิดในลำดับ (แห่งมโนธาตุ) หามิได้ ฉันใดความสืบเนื่องของจิตเป็นไปใน (ลำดับของ) ปฏิสนธิฉันนั้นเช่นกัน จิตดวงก่อนแตกดับไป จิตดวงหลังก็เกิด(ต่อ) จากนั้น ไม่มีระหว่างคั่นของจิต ๒ ดวงนั้น จิต ๒ดวงนั้นหามีช่องว่างมิได้ ทั้งจิตไรๆ ก็มิได้ (จุติ) ไปจากจิตดวงนี้ และปฏิสนธิ (จิต) ก็เกิดขึ้น *****************************************

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น