วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พระพุทธเจ้า




พุทธประวัติ


1.ประสูติ

- พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" เป็พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศเนปาล พระราชมารดาทรงพระนามว่า "พระนางสิริมหามายา" ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

- เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราช ที่สวนลุมพินีวัน ณ ใต้ต้นสาละนั้น ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ(ปัจจุบันคือ ต.รุมมินเด ประเทศเนปาล) ได้มีพราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ ถ้าดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

- ทันทีที่ประสูติ ทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว มีดอกบัวผุดรองรับ ทรงเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา"



2.วัยเด็ก

- หลังประสูติได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์ จึงทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา

- ศึกษาเล่าเรียนจนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลกในสมัยนั้น ค์อ ศิลปศาสตร์ถึง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร

- พระบิดาไม่ประสงค์จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอก จึงพยายามให้สิทธัตถะพบแต่ความสุขทางโลก เช่น สร้างปราสาท 3 ฤดู และเมื่ออายุ 16 ปี ได้ให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกกับนางพิมพาหรือยโสธรา ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา

- เมื่อมีพระชนมายุ 29 ปี พระนางพิมพาก็ให้ประสูติ ราหุล (บ่วง)
3.เสด็จออกผนวช


- เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณตามลำดับ จึงทรงคิดว่าชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ จึงเกิดแนวความคิดว่า

-ธรรมดาในโลกนี้มีของคู่กันอยู่ เช่น มีร้อนก็ต้องมีเย็น , มีทุกข์คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องมีที่สุดทุกข์ คือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

-ทรงเห็นความสุขทางโลกเป็นเพียงมายา ความสุขในกามคุณเป็นความสุขจอมปลอม เป็นเพียงภาพมายาที่ ชวนให้หลงว่าเป็นความสุขเท่านั้น ในความจริงแล้วไม่มีความสุข ไม่มีความเพลิดเพลินใดที่ไม่มีความทุกข์เจือปน

-วิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ของชีวิตเช่นนี้ได้ หนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จะต้องสละเพศผู้ครองเรือนเป็นสมณะ

- สิ่งที่ทรงพบเห็นเรียกว่า "เทวทูต(ทูตสวรรค์)" จึงตัดสินพระทัยทรงออกผนวช ในวันที่พระราหุลประสูติเล็กน้อย พระองค์ทรงม้ากัณฐกะออกผนวช มีนายฉันทะตามเสด็จ โดยมุ่งตรงไปที่แม่น้ำอโนมานที ทรงตัดพระเกศา และเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้ากาสาวพักตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) ทรงเปลื้องเครื่องทรงมอบให้นายฉันนะนำกลับพระนคร การออกบวชครั้งนี้เรียกว่า การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่)

- หลังจากทรงผนวชแล้ว จึงทรงมุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ เพื่อค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร เมื่อเรียนจบทั้งสองสำนัก (บรรลุฌาณชั้นที่แปด) ก็ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ตามที่มุ่งหวังไว้

- จากนั้นจึงเสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบันนี้สถานที่นี้เรียกว่า ดงคศิริ) เมื่อบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร หลังจากทดลองมา 6 ปี ก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาบำรุงพระวรกายโดยปกติตามพระราชดำริว่า "เหมือนสายพิณควรจะขึงพอดีจึงจะได้เสียงที่ไพเราะ" ซึ่งพระอินทร์ได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย พิณสายหนึ่งขึงไว้ตึงเกินไป พอถูกดีดก็ขาดผึงออกจากกัน จึงพิจารณาเห็นทางสายกลางว่า เป็นหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณได้

- ระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์ (โกญฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ) มาคอยปรนนิบัติพระองค์โดยหวังว่าจะทรงบรรลุธรรมวิเศษ เมื่อพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์จึงหมดศรัทธา พากันไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี (ต.สารนาถ)
4.ตรัสรู้(15 ค่ำเดือน 6)

- ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา ในวันที่พระองค์ตรัสรู้ นางสุชาดาได้ถวายข้าวมธุปายาส(หุงด้วยนม) ใต้ต้นไทร เมื่อเสวยเสร็จแล้วทรงลอยถาดทองในแม่น้ำเนรัญชรา ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า ... “ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ” ถาดทองนั้นลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ๑ เส้น แล้วก็จมลงตรงนาคภพพิมานแห่งพญากาฬนาคราช พระองค์ทรงโสมนัสและแน่พระทัยว่าจะได้ตรัสรู้ เป็นพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า โดยหาความสงสัยมิได้

- ในเวลาเย็นโสตถิยะให้ถวายหญ้าคา 8 กำมือ ปูลาดเป็นอาสนะ ณ โคนใต้ต้นโพธิ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบันคือ ต.พุทธคยา ประเทศอินเดีย)

- ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าจะบรรลุโพธิญาณ ประทับหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก

- ทรงบรรลุรูปฌาณทั้ง 4 ชั้น แล้วใช้สติปัญญาพิจารณาจนเกิดความรู้แจ้ง คือ
1.) เวลาปฐมยาม ทรงได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกชาติได้
2.) เวลามัชฌิมยาม ทรงได้จุตูปปาตญาณ(ทิพยจักษุญาณ)คือรู้เรื่องเกิด-ตายของสัตว์ทั้งหลายว่า เป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำไว้
3.) เวลาปัจฉิมยาม ทรงได้ อาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะหรือกิเลส หมายถึง ตรัสรู้อริยสัจ4

- อาสวักขยญาณ ที่ทรงได้ทำให้ทรงพิจารณาถึงขันธ์ 5 และใช่แห่งความเป็นเหตุที่ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นต้นทางให้เขาถึงอริยสัจ 4

- เมื่อพระองค์ทรงรู้เห็นแล้ว จึงละอุปาทานและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


5.ปฐมเทศนา

- หลังจากที่ตรัสรู้แล้ว ได้พิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ทรงเห็นว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงเกิดความท้อพระทัยว่าจะไม่แสดงธรรมโปรดมหาชน ต่อมาท่านได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ดังนั้นแล้วจึงดำริที่จะแสดงธรรมเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไป

บัว ๔ เหล่า ได้แก่๑.พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู) ๒.พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู) ๓.พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ) ๔.พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ)



- จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ ระลึกอาฬารดาบสและอุททกดาบสว่า มีกิเลสเบาบางสามารถตรัสรู้ได้ทันที แต่ท่านทั้ง 2 ได้ตายแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ (ประกอบด้วย พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานาม และพระอัสสชิ) จึงเสด็จไปที่ป่าอิสปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ปัจจุบันคือสารนาถ เมืองพาราณสี ในวันขึ้น 15 เดือน 8 จึงทรงปฐมเทศนา " ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป)" ซึ่งใจความ 3 ตอน คือ
1.) ทรงชี้ทางผิดอันได้แก่กามสุขัลลิกานุโยค(การประกอบตนให้ชุ่มอยู่ด้วยกาม) และอัตตกิลมถานุโยค(การทรมานตนให้ลำบาก) ว่าเป็นส่วนสุดที่บรรพชิตไม่ควรดำเนิน แต่เดินทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์แปด เป็นไปเพื่อพระนิพพาน
2.) ทรงแสดงอริยสัจ 4 โดยละเอียด
3.) ทรงปฏิญญาว่าทรงตรัสรู้พระองค์เอง และได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว

- โกญฑัญญะเป็นผู้ได้ธรรมจักษุก่อน เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งตามสภาพเป็นจริงว่า
"ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ " สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรม สิ่งนั้นทั้งหมดมีดับเป็นธรรมดา จึงได้อุปสมบทเป็น เอหิภิกขุอุปสัมปทาองค์แรก

- หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบทแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์ อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์

6.ลักษณะการแสดงธรรม
- สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางธรรมมาก่อนจะทรงเทศน์ "อนุปุพพิกถา" ซึ่งว่าด้วยเรื่อง
- คุณของการให้ทาน การรักษาศีล
- สวรรค์ (การแสวงสุขเนื่องจากการให้ทาน การให้ศีล)
- โทษของกามและการปลีกตัวออกจากกาม
- จากนั้นจึงทรงเทศน์ อริยสัจ 4
7.แสดงธรรมโปรดยสกุลบุตร
- ยสกุลบุตรเบื่อหน่ายชีวิตครองเรือนหนีออกจากบ้าน ไปยังป่าอิสปตนมฤคทายวันในเวลาเช้ามืด แล้วพบพระพุทธเจ้าบังเอิญ ยสกุลบุตรสดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรม ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ และขอบวช
- อุบาสิกอุบาสิกาคู่แรก คือ บิดามารดาของพระยสะ
- ครั้นแล้วมีเพื่อนของพระยสะ 4 คนกับอีก 50 คน ได้มาฟังพระธรรมเทศนา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จึงมีพระอรหันต์ในโลก 61 องค์
8.การส่งสาวกออกประกาศศาสนา
- ตรัสเรียกสาวกออกประกาศศาสนา เมื่อมีสาวกครบ 60 รูป (ปัญจวัคคีย์และพวกพระยสะ)
- ตรัสให้พระสาวก 60 รูปแยกย้ายกันประกาศศาสนา 60 แห่งไม่ซ้ำทางกัน
- พระองค์จะเสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม
- เมื่อสาวกออกประกาศเทศนา มีผู้ต้องการบวชมาก และหนทางไกลกัน จึงทรงอนุญาตให้สาวกดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ "ติสรณคมนูปสัมปทา" (ปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย)
9.การประดิษฐ์พุทธศาสนา ณ แคว้นมคธ
- วิธีเผยแพ่รศาสนาในกรุงราชคฤห์ ทรงเทศน์โปรดชฎิล(นักบวชเกล้าผม)สามพี่น้อง ได้แก่ พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ พระคยากัสสปะ และบริวาร รวม 1,000 คนก่อน แล้วได้ขอบวชในพระพุทธศาสนา เพราะพวกชฎิลเป็นเจ้าลัทธิบูชาไฟที่ยิ่งใหญ่ หากชฎิลยอมรับพุทธธรรมได้ ประชาชนก็ย่อมเกิดความศรัทธา
- พระอุรุเวลกัสสปะได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางมีบริษัท(บริวาร)มาก
- พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายวัดนับว่าเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา คือ พระเวฬุวันมหาวิหาร (วัดเวฬุวัน)
10.อุปติสสะ(พระสารีบุตร)และโกลิตะ(พระโมคคัลลานะ)
- ณ กรุงราชคฤห์นี้เอง เด็กหนุ่มสองคน ซึ่งเป็นศิษย์ของนักปรัชญาเมธี ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ สัญชัย เวลัฏฐบุตร โดยพระอัสสชิได้แสดงธรรมให้อุปติสสะว่า
"ทุกสิ่งจากเหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น และการดับเหตุของสิ่งเหล่านั้น"
อุปติสสะได้ฟังก็เกิด "ดวงตาเห็นธรรม" จึงกราบลาท่าน แล้วรีบไปบอกข้อความที่ตนได้ฟังมาแก่โกลิตะทราบ โกลิตะได้ฟังก็เกิด"ดวงตาเห็นธรรม" เด็กหนุ่มสองคนจึงมาขอบวชเป็นสาวกพร้อมกัน และมีชื่อเรียกทางพระศาสนาว่า พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ตามลำดับ
- หลังจากบวชได้ 7 วัน พระโมคคัลลานะได้ไปบำเพ็ญสมาธิอยู่ที่ กัลลวาลมุตตคาม ใกล้เมืองมคธ รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน แก้อย่างไรก็ไม่หาย จนพระพุทธเจ้าเสด็จไปตรัสบอกวิธีเอาชนะความง่วงให้ พร้อมประทานโอวาทว่าด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้ใช้ปัญญาพิจารณาเวทนา (ความรู้สึก) ทั้งหลายว่า เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แน่นอน จบพุทธโอวาท พระโมคคัลลานะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
- หลังจากบวชได้ 15 วัน พระสารีบุตรได้ถวายงานพัดพระพุทธเจ้า ขณะพระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดทีฆนขะปริพาชก (นักบวชไว้เล็บยาว) อยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เชิงเขาคิชฌกูฏ ท่านพัดวีพระพุทธองค์พลางคิดตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้าไปด้วย เมื่อจบพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
- ทั้งสองท่านได้รับแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าให้เป็นพระอัครสาวก โดยพระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา มีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่นทางปัญญา และพระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย มีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่นทางฤทธิ์มาก
11.โอวาทปาติโมกข์

- วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (มาฆบูชา) เกิดมีจตุรงคสันนิบาต ซึ่งประกอบด้วย
1.)วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา
2.)พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
3.)พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา ๖ ซึ่งหมายถึงความสามารถ พิเศษ ๖ ประการ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ และบรรลุอาสวักขยญาณ (คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย)
4.)พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)
ทรงเทศน์ "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งถือเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ใจความว่า
" จงทำดี ละเว้นความชั่ว และทำใจให้บริสุทธิ์ "
- พระสงฆ์ปรารถว่าไม่เคยเห็นฝนเช่นนี้มาก่อน พระพุทธจึงทรงเล่าว่า ฝนนี้เคยตกมาแล้วเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร แล้วจึงทรงเล่าเรื่องมหาเวสสันดร
12.โปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์
- ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา (พระเจ้าสุทโธทนะ) ได้บรรลุโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล จนบรรลุอรหันตผลเมื่อใกล้สวรรคต
- พระนันทะ (เป็นโอรสของพระสุทโธทนะกับพระนางปชาบดีโคตมี) ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านำ ออกผนวชอุปสมบท
- ต่อมาพระนางยโสธราก็ให้พระกุมารราหุลซึ่งมีอายุ 7 ปีไปทูลขอราชสมบัติ พระพุทธเจ้าเห็นว่าราชสมบัติเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน อริยทรัพย์(ทรัพย์อันประเสริฐ)ต่างหากเป็นสิ่งยั่งยืน จึงทรงให้พระสารีบุตรทำการบรรพชาให้ราหุลเป็นสามเณร จึงเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ณ นิโครธาราม พระเจ้าสุทโธทนะจึงขอร้องว่า "ขออย่าให้ทรงบวชใคร โดยที่พ่อแม่เขายังไม่ได้อนุญาต"
เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จากนั้นก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางใคร่ต่อการศึกษา
- ทรงให้อุปสมบทแก่เจ้าศากยะ 5 พระองค์ คือ พระอานนท์ พระอนุรุทธ์(เป็นผู้มีเลิศในทางมีทิพยจักษุ) พระภัททิยะสักยราชา พระภัคคุ พระกิมพิละ และเจ้าโกลิยะ 1 พระองค์ คือพระเทวทัต จนได้บรรลุอรหัตผล 5 ท่าน ยกเว้นพระเทวทัต
- พระอุบาลีเป็นบุตรของช่างกัลบก(ช่างตัดผม)อยู่ในวรรณะต่ำ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานภูษามาลาของเจ้าศากยะ ทำหน้าที่จัดการดูแลเครื่องแต่งกาย เมื่อเจ้าศากยะ 5 พระองค์ และเจ้าโกลิยะ 1 พระองค์ทรงออกผนวช อุบาลีได้ติดตามไปขออุปสมบทด้วย พระอุบาลีเมื่อได้อุปสมบทแล้วไม่ช้าก็บรรลุอรหัตผล และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศทาง ด้านผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย
- พระนางปชาบดีโคตมี(พระน้าของพระพุทธเจ้า) ได้ผนวชเป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา โดยพระอานนท์ช่วยกราบทูลขออนุญาตพระพุทธเจ้าสุดท้ายได้บรรลุพระอรหันต์ และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางรู้ราตรี
- โปรดให้พระนางยโสธราได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีชื่อพระนางภัททา กัจจานา จนบรรลุอรหัตผล และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางบรรลุอภิญญาใหญ่ (สามารถระลึกเหตุการณ์ในกัปป์ต่างๆย้อนหลังไปได้มากนับไม่ถ้วน)
13.การประดิษฐ์พุทธศาสนา ณ แคว้นโกศล
เมื่อประดิษฐานพระศาสนาในแคว้นมคธได้อย่างมั่นคงแล้ว ต่อมาไม่นานพระพุทธศาสนาก็มีศูนย์กลางแห่งใหม่ที่ เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล โดยอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้สร้าง"วัดพระเชตวัน"ขึ้น แล้วกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ไปอยู่ประจำ และนางวิสาขามหาอุบาสิกาเศรษฐีนีคนหนึ่ง ก็มีจิตศรัทธาสร้าง วัดบุพพาราม ถวายด้วย
14.ปัจฉิมกาล
- ก่อนปรินิพพาน 3 เดือน ทรงปลงอายุสังขาร
- ก่อนปรินิพพาน 1 วัน นายจุนทะถวายสุกรมัททวะ (หมูอ่อน) เมื่อพระองค์เสวยแล้วประชวรพระอานนท์โกรธ พุทธองค์จึงตรัสว่า
"บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ ,ปรินิพพาน"
- ก่อนปรินิพพานทรงกล่าวพุทธโอวาทว่า
1.)การบูชาพุทธองค์อย่างแท้จริง คือ การปฎิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม
2.)พุทธศาสนิกชนที่ต้องการเฝ้าพระองค์ควรไปที่ "สังเวชนียสถาน"
3.)การวางตัวของภิกษุต่อสตรี ต้องคุมสติอย่าแปรปรวนตามราคะตัณหา
4.)พระบรมสารีริกธาตุเป็นเรื่องของกษัตริย์(มัลลกษัตริย์) มิใช่กิจของสงฆ์
5.)ความพลัดพรากเป็นธรรมดาของโลก
6.)ธรรมและวินัย จะเป็นศาสดาแทนพุทธองค์ ทั้งนี้เพราะบุคคลไม่เที่ยงแท้เท่ากับพระธรรมซึ่งเป็นสัจธรรม
- ปัจฉิมสาวก คือ สุภัททะบริพาชก
- ปัจฉิมโอวาท
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"(อปปมาเทน สมปาเทต)
- ปรินิพพาน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ พระชนมายุ 80 ปี ทรงเทศนาสั่งสอนมาเป็นเวลา 45 ปี

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

สาระความรู้ทางวิชาการ





ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับศาสนาและลัทธิ






ความหมายของศาสนา



พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ความหมายของศาสนาไว้ว่า “ลัทธิ ความเชื่อถือของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถือนั้น ๆ” ความหมายของลัทธิ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของลัทธิไว้ว่า “คติความเชื่อถือหรือความคิดเห็น เช่น ลัทธิศาสนา ลัทธิการเมือง ลัทธิประเพณี” ลัทธิตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Doctrine ซึ่งแปลว่า คำสั่งสอน หรือการสั่งสอน หมายถึง ความเชื่อในความรู้และประเพณีที่ได้รับสืบต่อกันมา




ความแตกต่างระหว่างศาสนากับลัทธิ


ศาสนา
1. เป็นสิ่งที่คิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ทุกคน ..
2. มีคำสอนเกี่ยวกับศีลธรรมเป็นหลัก ..

3. ศาสนาเกี่ยวข้อง
4. มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องบุญ-บาป ความดี ความชั่ว......และหลักคำสอนอัน เป็นที่พึ่งทางใจ ..

5. เป็นสิ่งเคารพสูงสุดในจิตใจของมวล มนุษย ์ ..

6. มีการประกอบพิธีกรรมเพื่อความขลัง

ลัทธิ
1. เป็นสิ่งที่คิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลเฉพาะกลุ่ม ..

2. ไม่มีคำสอนที่เกี่ยวกับศีลธรรมโดยตรง..

3. ลัทธิเกี่ยวข้องกับกลุ่มชนเพียงบางกลุ่ม ..

4. มีสาระสำคัญเกี่ยวข้อง กับวิชาการหลายสาขา ..

5. ไม่ถึงกับจะเป็นสิ่งเคารพสูงสุดของมนุษย์ ......นอกจากลัทธิที่เกี่ยวกับศาสนา ..

6. ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมเพื่อความขลังเสมอไป


มูลเหตุของการเกิดศาสนา


1.ศาสนาเกิดจากความไม่รู้ คือ ไม่รู้จริงเกี่ยวกับธรรมชาติ ความเร้นลับของธรรมชาติ วิญญาณบรรพบุรุษ

2. ศาสนาเกิดจากความกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติ คือกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่น กลัวฟ้าร้อง กลัวลมพายุ กลัวน้ำท่วม กลัวฝนตก ฯลฯ

3. ศาสนาเกิดจากความต้องการศูนย์รวมกำลังใจ คือ ศาสนาเป็นศูนย์รวมของ ศาสนิกชน เช่น มีเทพเจ้าองค์เดียวกัน จึงทำให้ศาสนาเป็นศูนย์รวมของกำลังใจ ทำให้เกิดความสามัคคีของกลุ่ม ..........

4. ศาสนาเกิดจากความต้องการที่พึ่งทางใจ คือมนุษย์นอกจากจะมีความต้องการเครื่องจำเป็นต่อชีวิต เพื่อสนอง ความต้องการทางกายแล้ว ยังมีความต้องการที่พึ่งพิงทางใจอีกด้วย ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจที่ดีที่สุด..........

5. ศาสนาเกิดจากความต้องการความสงบสุขของสังคม สังคมย่อมต้องการความสงบสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ ศาสนาจึงเกิดขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการที่จะให้สังคมมีความสงบสุข


ประเภทของศาสนา ..........

1. ศาสนาประเภทเทวนิยม ได้แก่ ศาสนาที่นับถือพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก พระเจ้าทรงบันดาลให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างในโลก เช่น ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ..........

2. ศาสนาประเภทอเทวนิยม ได้แก่ ศาสนาที่เชื่อว่าความดี ความชั่ว บุญบาป เกิดจากกรรม คือ การกระทำของตนเองทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้รับเกิดจากการกระทำของมนุษย์ นั่นเองเช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเซน ประโยชน์และความสำคัญของศาสนา




ประโยชน์ของศาสนาสำหรับปัจเจกชน ..........


1. ทำให้คนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และบุคลิกดี ..........

2. ส่งเสริมสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด ความรอบรู้ของบุคคลในเรื่องชีวิต และการแก้ปัญหาชีวิต ..........

3. ข้อห้ามศาสนาเป็นสิ่งที่ควบคุมความประพฤติของบุคคลไม่ให้ทำชั่วแม้อยู่ใน ที่ลับตาคน


ความสำคัญของศาสนาสำหรับปัจเจกชน ..........

1. ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นพลังใจของมนุษย์ ช่วยยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น..........

2. ศาสนาเป็นแนวทางปฏิบัติของบุคคลเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองปรารถนา และแก้ปัญหาในการ

ดำเนินชีวิตประโยชน์ของศาสนาต่อสังคม ..........

1. ศาสนาได้วางหลักเกณฑ์แบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในส่วนที่เป็นศีลธรรมและ จริยธรรม อันนำมาซึ่งความสามัคคีและความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มในสังคม ..........

2. ศาสนาเป็นสถาบันที่สามารถสร้างสันติภาพและคุ้มครองสังคมโลกได้ ..........

3. ศาสนาเป็นสถาบันที่ส่งเสริมและสร้างสรรค์ศิลปะวัฒนธรรมให้แก่สังคม


ความสำคัญของศาสนาต่อสังคม

1. ระดับครอบครัว ศาสนามีข้อปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติตามทำให้ครอบครัวมั่นคงเป็นปึกแผ่น เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ..........

2. ระดับชุมชน ศาสนาช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ สร้างความสามัคคีในชุมชน และสร้างความสงบสุขให้แก่ชุมชน ..........

3. ระดับชาติ ศาสนาเป็นสัญลักษณ์และเป็นเอกลักษณ์ของชาติ มีอิทธิพลต่อชีวิตของบุคคลในชาติ ..........

4. ระดับโลก ศาสนาเป็นมรดกอันล้ำค่าของมนุษยชาติ เป็นวิถีทางสุดท้ายแห่งความอยู่รอดของมนุษยชาติ

ศาสนาที่สำคัญของโลก 4 ศาสนา


ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ..........
ศาสนาพราหมณ์มีมาก่อนพุทธกาล เป็นศาสนาดั้งเดิมของชนเผ่าอารยัน ต่อมาประมาณ พ.ศ. 700 ได้วิวัฒนาการมาเป็นศาสนาฮินดู


นิกายที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ..........

1. นิกายพรหม เป็นนิกายเก่าแก่ นับถือพระพรหมเป็นใหญ่กว่าเทพเจ้าอื่น ๆ .........

2. นิกายไศวะ เป็นนิกายที่เกิดขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 12-13 นับถือพระศิวะ เป็นเทพเจ้าสูงสุด .........

3. นิกายไวษณพ เป็นนิกายที่เกิดขึ้นหลังพุทธกาล ประมาณ 200 ปี นับถือพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุดคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู..........คัมภีร์ที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือ คัมภีร์พระเวท ถือว่าเป็น

คัมภีร์พื้นฐานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แบ่งออกเป็น 4 คัมภีร์



1. ฤคเวท เป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดเป็นบทสรรเสริญเทพเจ้า ..........

2. ยชุรเวท เป็นคู่มือของพราหมณ์ในการทำพิธีบูชายัญ บวงสรวงเทพเจ้า ..........

3. สามเวท นำมาจากคัมภีร์ฤคเวท เขียนเป็นบทร้อยกรอง ใช้ในพิธีถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ และสรรเสริญเทพเจ้าอื่น ๆ..........

4. อถรรพเวท คัมภีร์ที่รวบรวมเวทมนต์คาถา ไสยศาสตร์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวดเพื่อนำความสิริมงคลมาสู่ตนเอง และส่งผลร้ายไปสู่ศัตรู

หลักธรรมสำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หลักธรรม 10 ประการ ..........

1. ธฤติ ได้แก่ ความมั่นคง ความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตนมี ..........

2. กษมา ได้แก่ ความอดทน อดกลั้น และมีเมตตากรุณา ..........

3. ทมะ ได้แก่ การข่มจิตมิให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์ มีสติอยู่เสมอ ..........

4. อัสเตยะ ได้แก่ การไม่ลักขโมย ไม่กระทำโจรกรรม ..........

5. เศาจะ ได้แก่ การทำตนให้สะอาดทั้งกาย และใจ ...........

6. อินทรียนิครหะ ได้แก่ การข่มการระงับอินทรีย์ 10 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนังมือ เท้า ทวารหนัก ทวารเบา และลำคอ ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องอยู่ในขอบเขต ..........

7. ธี ได้แก่ การมีสติ ปัญญา รู้จักการดำเนินชีวิตในสังคม ..........

8. วิทยา ได้แก่ ความรู้ทางปรัชญา ..........

9. สัตยะ ได้แก่ ความจริง คือ ความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ..........

10.อโกธะ ความไม่โกรธ หลักอาศรม 4 ...........

1. พรหมจารี ศึกษาเล่าเรียนและประพฤติพรหมจรรย์ จนถึงอายุ 25 ปี ศึกษาจบ จึงกลับบ้าน ..........

2. คฤหัสถ์ ครองเรือน จบจากการศึกษา กลับบ้าน ช่วยบิดามารดาทำงาน แต่งงานเพื่อรักษาวงศ์ตระกูล ประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต ..........

3. วานปรัสถ์ สังคมกาล มอบทรัพย์สมบัติให้บุตรธิดา ออกอยู่ป่า แสวงหาความสงบ บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม การออกอยู่ป่าอาจจะทำเป็นครั้งคราวก็ได้ ..........

4. สันยาสี ปริพาชก เป็นระยะสุดท้ายแห่งชีวิต สละความสุขทางโลก ออกบวชเป็นปริพาชก เพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏ




............ ศาสนาพุทธ ..........

สังคมอินเดียก่อนพุทธกาล จนถึงสมัยที่ศาสนาพุทธอุบัติขึ้น ประชาชนอินเดียยึดมั่นในวรรณะอย่างเคร่งครัด วรรณะถือเอาตามการเกิด เกิดจากวรรณะไหนก็เป็นคนวรรณะนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ระยะนั้นประชาชนตื่นตัวในการค้นหาสัจจะของชีวิต ค้นหาปรัชญาธรรม หาคำตอบเกี่ยวกับชาติหน้า พระสมณโคดม ได้ตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณ ประกาศศาสนาพุทธก่อน พ.ศ. 80 ปี
นิกายที่สำคัญของศาสนาพุทธ ..........

1. นิกายเถรวาท หรือหินยาน เป็นนิกายดั้งเดิม ถือตามวินัยเดิมอย่างเคร่งครัด ไม่เปลี่ยนแปลงพระธรรมวินัย .........

2. นิกายอาจาริยวาท หรือมหายาน เป็นนิกายที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพระวินัยตามความเหมาะสม คัมภีร์ของศาสนาพุทธ ..........
1. วินัยปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยพระวินัย คือ ศีลของพระภิกษุ ภิกษุณี ..........

2. สุตตันตปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยพระสูตร คือ คำเทศนาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระสาวก ..........

3. อภิธัมมปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยพระอภิธรรม กล่าวถึงเนื้อหาธรรมะล้วน ๆ

หลักคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนา ..........

1. ไตรลักษณ์ ........... หมายถึง กฎธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย กฎธรรมชาตินี้เรียกว่าสามัญลักษณะ หมายถึงลักษณะโดยธรรมชาติที่มีเหมือนกันในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง 3 อย่าง คือ ...............

1. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ได้แก่ ไม่ถาวร ไม่คงที่แน่นอน แปรปรวนเปลี่ยนแปลง ...............

2. ทุกขตา ความเป็นทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เนื่องจากความเป็นอนิจจังของโลก และความยึดมั่น ถือมั่น ...............

3. อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน ได้แก่ ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นของว่างเปล่า เป็นเพียงสิ่งสมมติ ไม่ใช่ของตนแท้จริง ..........

2. อริยสัจ 4 .......... อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่างได้แก่ ..............

1. ทุกข์ เป็นสภาพที่ทนได้ยาก ..............

2. สมุหทัย เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ..............

3. นิโรธ ความดับทุกข์ ...............

4. มรรค หนทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์


...........ศาสนาคริสต์ ..........


ศาสนาคริสต์ เกิดขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์ หรือประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน พระเจ้าซึ่งเป็นที่เคารพสูงสุดของศาสนาคริสต์ คือ พระยะโฮวา ศาสดาของพระศาสนา คือ พระเยซู
นิกายที่สำคัญของศาสนาคริสต์ ........
1. นิกายโรมันคาทอลิก เป็นนิกายดั้งเดิม ปฏิบัติตามคำสั่งสอนและประเพณีของศาสนาคริสต์มาตลอด ..........

2. นิกายออร์ธอดอกซ์ เป็นนิกายที่แยกออกมาจากนิกายโรมันคาธอลิก ด้วยเหตุทางการเมือง และวัฒนธรรม ..........

3. นิกายโปรเตสแตนท์ บาทหลวงชาวเยอรมันชื่อมาร์ติน ลูเธอร์ ได้ประกาศแยกตัวออกมาจากนิกายโรมันคาธอลิกมา
คัรภีร์ของศาสนา

คัมภีร์ของศาสนาคริสต์เรียกว่า พระคัมภีร์ไบเบิล เป็นคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายิว และศาสนาคริสต์ ประกอบด้วย 2 ภาค คือ

พระคัมภีร์เก่า (The Old Testament)

และพระคัมภีร์ใหม่ (The New Testament)


หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาคริสต์ ..........

1. หลักตรีเอกานุภาพ หมายถึง พระเจ้าองค์เดียว แต่มี 3 สภาวะ คือ ............... พระบิดา หมายถึง พระเจ้าผู้สร้างโลก ผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิตทุกชีวิต ............... พระบุตร หมายถึง พระเยซู ผู้ไถ่บาปให้แก่มนุษย์ ............... พระจิต หมายถึง พระวิญญาณอันบริสุทธิ์ นำมนุษย์ไปสู่อาณาจักรพระเจ้า ..........

2. หลักบัญญัติ 10 ประการ ...............
1. อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระยะโฮวา ...............
2. อย่าเอ่ยนามพระเจ้า โดยไม่สมควร ...............
3. อย่าทำรูปเคารพศาสนาอื่นใด หรือทำความเคารพรูปเหล่านั้น ...............
4. จงระลึกถึงวันสะบาโต (วันเสาร์) และรักษาเป็นวันบริสุทธิ์ ...............
5. จงนับถือบิดามารดาของตน ...............
6. อย่าฆ่ามนุษย์ ...............
7. อย่าลักทรัพย์ ...............
8. อย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น ...............
9. อย่าประพฤติผิดประเพณี ...............
10. อย่าโลภสิ่งของที่มิใช่ของตน




ศาสนาอิสลาม ..........




ศาสนาอิสลามมีรากฐานมาจากศาสนายิว หรือยูดาย มีความเชื่อว่าพระ อัลเลาะห์ทรงเป็นผู้สร้างโลก และสรรพสิ่งในโลก พระอัลเลาะห์ทรงส่งพระศาสนทูต มาสั่งสอนมนุษย์เป็นครั้งคราว พระศาสนทูตที่สำคัญ ตามความเชื่อของศาสนา อิสลาม ได้แก่ มูซา (โมเสส) อีซา (เยซู) และมูฮัมหมัด พระมูฮัมหมัด เป็นศาสดาประกาศศาสนาอิสลาม
นิกายที่สำคัญของศาสนาอิสลาม...........
1. นิกายซุนนี ..........
2. นิกายซีอะห์ ..........
3. นิกายวาฮาบี ..........
4. นิกายคาวาริจ ..........
5. นิกายอิสมาอิลลี ..........
6. นิกายซุนฟี
หลักคำสอนที่สำคัญของศาสนาอิสลาม ..........
1. หลักศรัทธา 6 ประการ ...............1. ศรัทธาในพระอัลเลาะห์เจ้า ...............
2. ศรัทธาในเทวทูต (มลาอิกะห์) ...............
3. ศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอาน ...............
4. ศรัทธาในศาสนทูต (ราซูล) ...............
5. ศรัทธาในวันพิพากษา วันโลกอวสาน พระเจ้าจะเป็นผู้พิพากษาตามกรรมดีกรรมชั่วของแต่ละบุคคล ...............
6. ศรัทธาต่อกฎ กำหนดสภาวะของพระเจ้า เพราะวิถีมนุษย์ พระเจ้ากำหนดไว้แล้ว ใครจะฝ่าฝืนไม่ได้ .......... 2. ข้อห้ามของศาสนาอิสลาม 10 ประการ ...............
1. ห้ามกราบไหว้รูปปั้น

2. ห้ามเชื่อโชคลาง

3. ห้ามเล่นการพนัน

4. ห้ามเสพเครื่องดองของเมา

5. ห้ามผิดประเวณีกับหญิง ที่มิใช่ภรรยาของตน

6. ห้ามกินหมู สัตว์ที่ตายเอง สัตว์ที่เป็นโรค และสัตว์ที่นำไปบูชายัญในศาสนาอื่น ๆ

7. ห้ามกระทำการใด ๆ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อประเทศชาติ

8. ห้ามแสวงหากำไรจากการกักตุนสินค้า

9. ห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดโดยเจตนาและไม่มีเหตุผล

10. ห้ามกินดอกเบี้ย คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม

1. คัมภีร์อัลกุรอาน เป็นคัมภีร์บทสาธยายมนต์ มี 30 ภาค รวมทั้งสิ้น 114 บท และ 6666 โองการ

2. คัมภีร์หะดีษ เป็นคัมภีร์ที่บันทึกโอวาท คำสั่งสอน คำแนะนำ และแบบอย่างการดำเนินชีวิตของ ท่านนบีมูฮัมหมัดความสอดคล้องของคำสอนของทั้ง 4 ศาสนา คำสอนของศาสนาทั้ง 4 ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม มีลักษณะที่เหมือนกัน ดังนี้ 1. ล้วนเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์ทั้งในยามทุกข์และยามสุข 2. มีหลักคำสอนที่ส่งเสริมศีลธรรมและความเป็นระเบียบของสังคม

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

กฏแห่งกรรม







อันตรายที่เกิดแก่สัตวโลก


ในเรื่องกฏแห่งกรรม ได้กล่าวถึงอันตรายที่เกิดแก่สัตว์โลก ๕ อย่าง



๑.กิเลสสันตราย

อันตรายที่เกิดจากกิเลส

๒.กัมมันอันตราย

อีนตรายที่เกิดจากการทำชั่วในปัจจุบัน

๓วิปากกันตราย

อันตรายที่เกิดจากวิบาก คือผลของกรรมที่ทำในอดี

๔.ทิฐสันตราย

อันตรายที่เกิดจากทิฐิอันตราย

๕.อริปูปวันตราย

อันตรายที่เกิดจากการจาบจ้วงพระอริยะเจ้า


พระพุทธศาสนาสอนว่าบุคคลที่จะได้ดีหรือชั่ว จะได้รับทุกข์หรือสุข ก็เพระกรรมหรือการกระทำของตนเองทั้งสิ้น หากเราไม่ดำเนินตามทางที่พระพุทธองค์สอนไส้ แม้จะสวกอ้อนวอนขอร้อง ก็ไม่สามารถทำให้เราพบความดีและความสุขได้ ถ้ามนุษ์จะมีความสุขได้ ด้วยความภักดัและวิงวร มนุษย์เราก็ไม่ต้องทำอะไร


หลักศรัทธาของชาวพุทธ


ตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ชาวพุทธต้องมี ศรัทธา ๔ อย่างคือ


๑.ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในเรื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ เชื่อว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริงเป็นผู้หระกอบด้วย ปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ


๒.กัมมันสัทธา เชื่อใรเรื่องกรรม คือชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง

๓.วิปากสัทธา เชื่อเรื่องผลของกรรม เชื่อสัตว์มีกรรม
. กัมมันสกตาสัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง คือเชื่อว่าผมที่เราได้รับ เป็นผลแห่งการกระทำของเราเอง



ความเชื่อในเรื่องกรรม (การกระทำ)


จะเห็นได้ว่าความเชื่อหรือศรัทธา ๔ อย่างเป็นความเชื่อเกี่ยวกับกรรม ๓อย่าง ฉะนั้นกฏแห่งกรรมจึงเป็นคำสอนที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ผู้ที่เป็นชาวพุทธทุกคนจึงต้องเชื่องเรื่องกฏแห่งกรรม ควรทำการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องกฏแห่งกรรม ชาวพุทธที่ไม่เชื่อเรื่องกฏหาใช่ชาวพุทธที่แท้จริงไม่ เขาเป็นชาวพุทธแต่เพียงในนาม ศาสนาพุทธดีเพียงไรที่ให้ใช้กรอกแบบฟอร์ม เพื่อให้ถูกคนอื่นมอง่ว่าเป็นคนไร้ศาสนาเท่านั้นเอง


คนเชื่อกรรม กับ คนไม่เชื่อกรรม

คนที่เชื่อในเรื่งกรรม ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เชื่เรื่องกรรมย่อมสามารถถอดทนรับความเดือดร้อนยากลำบาก ความผิดหวัง ความขมขื่น และเคราะห์ร้ายที่เกิดแก่ตนเอง ไม่ตีโพยตีพายไปว่า โลกนี้ไม่มรความยุติธรรม ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำดีแล้วไม่ได้ดี คนที่เชื่อในเรื่องกรรม จะยึดมั่นในความดีต่อไปก็จะสามารถให้อภัยแก่ผู้อื่น และจะเป็นผู้ที่มีหิริโอตัปปะ

คนที่ประกอบกรรมทำชั่วทั้งกายและ วาจา และใจ ส่วนใหญ่เป็นคนไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องบาปและบุญไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิด คนพวกนี้จึงเกิดมาเพื่อมุ่งแสวหาทรัพย์สมบัติหาความสุขใสตัว โดยไม่คำนึงถึงทรัพย์สมบัติหรือความสนุกสนานที่ตนได้มาถูกหรือผิดและทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตัวเอง

สัตว์ทั้งหลายย่อมมีกรรมเป็นของตัวเอง กรรมนั้นย่อมเป็นของเราโดยเฉพาะ และเราอาจจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น จะโอนให้ผู้อื่นมิได้ แม้ผู้นัน้จะยินดีรับโอนกรรมชั่วของเราก็ตาม

กรรมดีเช่นเดียวกัน ผู้ใดกระทำกรรมดี ย่อมเป็นผู้ทำโดยเฉพาะ จะจ้างทำกันหาแทนได้ไม่ เช่นเราจะเอาเงินจ้างผู้อื่นประกอบกรรมดี แล้วขอโอนกรรมดีของผู้นั้นที่ทำมาให้แก่เราย่อมไม่ได้ หากเราต้องการกรรมดีนั้นเราต้องประกอบกรรมดีเอง

การรับประทานอาหาร ผู้ที่รับประทาน....ผู้นั้นก็เป็นผู้อิ่ม

มนุษย์มีภาวะความเป็นไปต่างกัน เช่น ดีหรือชั่ว รวยหรือจน เจริญหรือเสื่อม ก็เนื่องมาจากกรรมของตนเองทั้งสิ้นและกรรมใดที่ทำลงไปจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมให้ผลตอบแทนเสมอ และย่อมติดตามผู้กระทำเสมือนเงาติดตามตัว หรือเหมือนกับล้อเกวียนที่หมุนตามรอยเท้าโคฉะนัน ด้วยเหตุนี้มนุษย์ย่อมมีกรรมเป็นที่พึ่ง
หลักเกณฑณ์ชองกรรมที่แท้
คนส่วนมากเข้าใจว่า กรรมคือการกระทำความเข้าใจนี้ก็ไม่ผิด แต่ก็เป็นความเข้าใจที่ยังไม่รัดกุมและถูกต้องทั้งหมด เพราะมีการกระทำบางอย่างที่ไม่นับว่าเป็นกรรม
กรรมที่แท้จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ๒ ประการคือ ผู้ทำมีเจตนา และการกระทำนั้นจะต้องให้ผลเป็นบุญหรือบาป
ผู้ทำมีเจตนา
ที่ว่าผู้ทำมีเจตนา มัหลักที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้มีใจความว่า เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ
แปลว่า....
ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาเป็นกรรม เจตนาก็ได้แก่ ความตั้งใจหรือความรับรู้ซึ้งแบ่งออกเป็น ๓ อย่างคือ
๑. บุรพเจตนา เจตนาก่อนทำ
๒. มุญจนเจตนา เจตนาในเวลาทำ
๒. อปราปรเจตนา เจตนาเมื่อได้ทำไปแล้ว
การกระทำโดยที่ทีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใด ตอนหนึ่ง ถือว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น ส่วนการกระทำที่ไม่เจตนา คือ ใจไม่ได้สั่งให้ทำ ไม่จัดว่าเป็นกรรม เช่นคนเจ็บซึ้งมีไข้สูงเกิดเพ้อครั้งแม้จะพูดคำหยาบออกมา เอามือหรือเท้าไปถูกใครเข้าก็ไม่เป็นกรรม ในทางวิยัยก็ยกเว้นให้พระที่วิกลจริตซึ้งล่วงเกินสิกขาวินัยไม่ต้องอาบัติ ทั้งนี้ก็โดยหลักเกณฑ์ว่า ถ้าผู้ทำไม่เจตนากระทำแล้วการกระทำนั้นก็ไม่เป็นกรรม
การกระทำที่มีผมทำให้เกิดบาป บุญ
ส่วนหลักเกณฑ์ที่ ๒ ที่ว่า การกระทำนั้นจะต้องเป็นบุญหรือบาป ก็เพื่อแยกการกระทำของพระอรหันต์ออกจาก การกระทำของปุถุชน เนื่องจากพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไมความยึดถือในตัวตน การกระทำเรียกว่าอัพยากฤต ไม่นับว่าเป็นกรรมหรือกรรมชั่ว บุญและบาปก็ไม่มี การกระทำของพระอรหันต์จึงไม่เรียกว่ากรรม แต่เรียกว่ากิริยา ส่วนปุถ่ชนที่ยังมีความยึดมั่นในตัวตนอยู่ จะทำอะไรก็ยังยึดถือว่าตนเป็นผู้กระทำ การกระทำของปุถุชนจึงถือว่าเป็นกรรมย่อมจะก่อวิบากให้เกิดวิบากหรือ ผลกรรม กรรมดีก่อให้เกิดบุญ ส่วนกรรมชั่วก่อให้เกิดบาป
พฤติกรรมจากหลักกรรม
พฤตินัยแห่งพฤติกรรมจากหลักกรรมนี้เอง ทำให้ถูกเปลี่ยนนิสัย ไปคบเพื่อนเสเพล คนพาลได้ผิด คบบัณฑิตได้ผล คบคนชั่วพาตัวอับจน คบคนดีได้ผลจนวันตาย เมาเพศหรือก็หมดท่า เมาสุราหมดความสำคัญ เมาการพนันหมดตัว เมาเพื่อนชั่วหมดดี นี่เปลี่ยนพฤติกรรมไปได้ น่าเสียดาย แต่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีน่าอนุโมทนา ถ้าเปลียนพฤติกรรมไปทางชั่วน่าเสียใจ

นิพพาน ขอปัญญาเกิดแด่ท่าน...(Nirvana)
โยคาวจรบุคคล เจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน Permalink :
วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2551




กรรม กฏแห่งกรรม
กรรม และ กฏแห่งกรรม
ในคติพุทธ กรรม (คือ การกระทำ) มีจริง กฏแห่งกรรม ก็มีจริง
เรื่องของกรรมและกฏแห่งกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนนักเพราะกรรมนั้นมีหลายแบบ กรรมดี กรรมชั่ว กรรมกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่วกรรมหนัก กรรมเบา กรรมหนักสุดๆ กรรมมีผลมาก กรรมมีผลน้อยกรรมที่ให้ผลปัจจุบันทันที กรรมที่รอให้ผลในอนาคตทั้งใกล้และไกลกรรมที่เป็นอโหสิกรรมไป ฯลฯ
ความจริงเรื่อง กรรม เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าไม่ควรคิดหากขืนคิดก็จะยิ่งงงงวยสับสนไม่เข้าใจไปได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เป็นเพราะว่าตามแนวธรรมะแล้ว แต่ละชีวิตล้วนเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วมากมายจนนับชาติไม่ถ้วนในสังสารวัฏหรือกงล้ออันไม่รู้จบแห่งกรรมนี้
เมื่อเราเกิดมาแล้วมากมาย แต่ละชีวิตก็อาจเคยเจอะเจอ ผูกพัน สร้างเวรสร้างกรรมต่อกันและกันมาแล้วมากมาย กรรมคือการกระทำต่างๆ ก็มากมาย ละเอียดพิสดาร ซ้ำซ้อนกันเป็นชั้นๆ แม้จะจำอดีตชาติไม่ได้ว่าเคยเกิดเคยตายตรงไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เคยทำอะไรเอาไว้บ้างทั้งดีและไม่ดี แต่ทุกอย่างได้บันทึกเอาไว้หมดแล้วโดยไม่ตกหล่น ด้วยกฏแห่งกรรม เมื่อกระทำสิ่งใดก็ต้องได้รับผลอันเหมาะกับการกระทำนั้นๆ เสมอ ไม่ช้าก็เร็ว
แม้ว่าเรื่องของกรรมจะไม่ควรคิดให้มาก แต่หากเราใฝ่ใจศึกษาหาความรู้และที่สำคัญหากเราใฝ่ใจเพียรปฏิบัติกายปฏิบัติใจเพื่อให้เกิดปัญญายิ่งๆ(ปัญญาแท้ๆ ที่จะเข้าไปรู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันเหตุและผลต่างๆ ในโลกรู้เท่าทันพระไตรลักษณ์ ฯลฯ) เราก็อาจพอจะเข้าใจได้บ้าง เราก็จะทราบว่าที่แท้ ที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เกิดมาอย่างนี้ ได้อัตภาพอย่างที่เป็นตอนนี้ต้องมาเสวยทุกข์หรือได้มาเสวยสุขเช่นปัจจุบันนี้ ทุกอย่างเราล้วนทำมาเองทั้งนั้นในอดีต และปัจจุบันก็คือผลจากอดีต
เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดตระหนักได้เช่นนี้ ก็จะหวาดผวา กลัวต่อการสร้างกรรมไม่ดีเพราะรู้แน่อยู่ว่าวันหนึ่งต้องได้รับผลแน่นอน อาจไม่ใช่ชาตินี้ก็ได้ แต่ผลรออยู่อย่างแน่นอน เมื่อหวาดผวากลัวการก่อกรรมไม่ดี สร้างเหตุไม่ดีแล้ว ก็จะเริ่มพยายามตั้งตัวตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติกายและใจให้ทำแต่กรรมอันดีทั้งนี้ เพราะปัจจุบันนี้เองที่จะไปเกิดเป็นผลหรือผลกรรมในอนาคตอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นจริงถึงภัยดังกล่าว ในขั้นแรกๆ ก็จะเพียรพยายามระมัดระวังสำรวมกายวาจาและใจให้อยู่ในความดีงาม เพื่อไม่สร้างกรรมไม่ดี ไม่สร้างกรรมอันเป็นอุกศล ดำรงตนอยู่ในความดี
จากนั้น ก็จะค่อยเห็นจริงว่า การที่ยังต้องมีกรรม ต้องสร้างกรรม ต้องรับผลแห่งกรรมทั้งหลาย แม้จะเป็นกรรมดี ทำดีก็เถอะ ก็ยังไม่หมด ยังไม่จบ ยังไม่หลุดไปจากกฏแห่งกรรม วงเวียนและวังวนแห่งกรรมไปได้ ก็จะพยายามดิ้นรนขวนขวาย หาทางออกจากวงเวียนกรรมอันน่ากลัวนี้ ไปสู่ความไม่ต้องสร้างเหตุไม่ต้องรับผลใดๆ อีกเลย ไปสู่ความสุขสงบอันถาวรเป็นนิรันดร์ ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย เวียนสร้างกรรมและเวียนรับผลต่างๆ จากการกระทำอีกเลย
ข้างล่างต่อไปนี้ เป็นเรื่องของกรรมล้วนๆ เป็นทฤษฎีทางพระพุทธศาสนาว่าด้วยกรรมและกฏแห่งกรรม จำแนกแจกแจงไว้อย่างละเอียด แม้อาจอ่านยากเพราะมีศัพท์ต่างๆ อยู่พอสมควร แต่ก็ควรค่าอย่างยิ่งแก่การศึกษาทำความเข้าใจเรียบเรียงมาจากหนังสือ วิสุทธิ ญาณ นิเทส ตำราคู่มือวิปัสสนากัมมัฏฐานโดย ธนิต อยู่โพธิ์ แปลและเรียบเรียง จาก พระบาลีคัมภีร์วิสุทธิมัคคปริจเฉทที่ ๑๘ - ๒๓
*****************************************
เรื่องของกรรมวัฏและวิบากวัฏ
กำหนดรู้ปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ
พระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกรรมวัฏ และวิปากวัฏ อย่างนี้ว่า "ธรรม ๕ อย่างคือ;โมหะในกรรมภพก่อน ได้แก่ อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำไว้ในกรรมภพก่อน ได้แก่ สังขาร ๑ ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา ๑ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ ภพ ๑ในกรรมภพก่อน เหล่านี้ เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้ ดังนี้
ธรรม ๕ อย่าง คือ; ปฏิสนธิในภพนี้ ได้แก่ วิญญาณ ๑ การก้าวลง (ในครรภ์มารดา) ได้แก่ นามรูป ๑ ประสาทได้แก่ อายตนะ ๑ สิ่งที่สัมผัสถูกต้อง ได้แก่ ผัสสะ ๑ การเสวยอารมณ์ ได้แก่ เวทนา ๑ ในอุปปัติภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ในภพก่อน เพราะเหตุที่อายตนะทั้งหลายแก่กล้าในภพนี้แล้ว ธรรม ๕ อย่าง คือ;โมหะ ได้แก่ อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำ ได้แก่ สังขาร ๑ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา ๑ ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ ภพ ๑ ในกรรมภพนี้ เหล่านี้เป็นปัจจัยของปฏิสนธิ (ในภพ) ต่อไป"
ว่าด้วยกรรม ๑๒ ชนิด
(ชื่อกรรม ๑๒ ในภาษาไทย แปลตามพระนิพนธ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๒)
ในกรรมวัฏและวิปากวัฏนั้น กรรม (ให้ผลตามคราว) มี ๔ อย่าง คือ
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบๆ ไป๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว
ในบรรดาจิต ๗ ดวง (ซึ่งดำเนินไป) ชวนะวิถี เดียวกันนั้น ชวนะเจตนา ดวงแรก เป็นกุศล หรืออกุศล ก็ตาม มีชื่อเรียกว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม นั้นให้ผลในอัตตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) อย่างนั้นก็มีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป ที่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่าอโหสิกรรม ตามหลักของหมวด ๓ (ติกะ) ดังนี้ คือ "ผลของกรรมมิได้มีแล้ว ๑ ผลของกรรมจักไม่มี ๑ ผลของกรรมไม่มีอยู่ ๑"ส่วน ชวนะเจตนา ดวงที่ ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จความประสงค์มีชื่อเรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม นั้นให้ผลในอัตตภาพถัดไป เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) ตามนั้น ก็เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน ชวนะเจตนา (อีก) ๕ ดวง ในระหว่างชวนะเจตนา ๒ ดวง (คือดวงที่ ๑ และที่ ๗) มีชื่อเรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม อปราปรเวทนียกรรม นั้น ได้โอกาสเมื่อใดในกาลอนาคต ให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีความเป็นไปของสังขาร ก็ยังไม่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม
ยังมีกรรม (ให้ผลตามลำดับ) อีก ๔ อย่าง คือ;
๑. ครุกรรม กรรมหนัก๒. พหุลกรรม กรรมเคยชิน๓. อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน๔. กตัตตาวาปนกรรม กรรมสักแต่ว่าทำ
บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล ก็ตามในบรรดากรรมหนักและไม่หนัก กรรมใดเป็นกรรมหนัก เช่นมาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เป็นต้น ก็ตาม หรือ มหัคคตกรรม(รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล) ก็ตาม กรรมนั้นแลให้ผลก่อน ถึงแม้ในบรรดากรรมที่เคยชินและไม่เคยชินก็เหมือนกันกรรมใดที่เคยชิน เช่นความเป็นผู้มีศีลดี ก็ตาม หรือความเป็นผู้ทุศีล ก็ตาม กรรมเคยชินนั้นแลให้ผลก่อน กรรมที่คนเราระลึกได้ ในเวลาใกล้มรณะมีชื่อเรียกว่า อาสันนกรรม (คือกรรมเมื่อจวนเจียน) เพราะว่าบุคคลผู้ใกล้จะตาย สามารถระลึกถึงกรรมใดได้ เขาก็เกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นแล ส่วนกรรมนอกจาก ๓ อย่างนี้ เป็นกรรมที่ได้ความคุ้นเคยบ่อยๆมีชื่อเรียกว่า กตัตตาวาปนกรรม เมื่อไม่มีกรรม ๓ อย่างเหล่านั้นแล้ว มันจึงชักพาไปสู่ปฏิสนธิ
ยังมีกรรม (ให้ผลตามกิจ) อีก ๔ อย่าง คือ
๑. ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด๒. อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน๓. อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้น๔. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน
บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น กรรมที่มีชื่อเรียกว่า ชนกกรรม เป็นทั้งกุศลทั้งอกุศล ชนกกรรมทำให้เกิดวิบากขันธ์ทั้งในกามภพในรูปภพ และ ในอรูปภพ ทั้งในเวลาปฏิสนธิ ทั้งในเวลาที่วิบากขันธ์เป็นไป (ตั้งแต่เกิดจนตาย) ส่วนอุปัตถัมภกกรรมไม่สามารถให้เกิดวิบาก (ขันธ์) ได้ แต่เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว จึงสนับสนุนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์)ซึ่งกรรมอื่นให้เกิดขึ้น ให้เป็นไปตลอดกาล อุปปีฬกกรรม เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว ก็เข้าบีบคั้น เบียดเบียนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์) ซึ่งกรรมอื่นทำให้เกิดขึ้น มิให้ดำเนินไปตลอดกาล ส่วนอุปฆาตกกรรม ไม่ว่าตนเองจะเป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม คอยตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลังด้อยกว่า ห้ามปรามผลของกรรมนั้นไว้ แล้ทำโอกาสให้แก่ผลของตน แต่เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนี้แล้ว ก็เรียกวิบากนั้นได้ว่า เกิดขึ้นแล้ว
ลำดับของกรรมและลำดับของวิบาก ของกรรม ๑๒ อย่างดังกล่าวมานี้ ย่อมปรากฏโดยหน้าที่ของตนตามความเป็นจริงเฉพาะแก่ กรรมวิปากญาณ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่สาธารณ์ทั่วไปกับพระสาวกทั้งหลาย แต่พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนา พึงทราบทั้งลำดับของกรรมและทั้งลำดับของวิบากไว้โดยเอกเทส เพราะฉะนั้น จึงได้ประกาศความวิเศษของกรรมนี้ไว้ด้วยการแสดงแต่เพียงที่เป็นหลัก ด้วยประการฉะนี้
พระภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นบรรจุกรรม ๑๒ อย่างนี้เข้าไว้ในกรรมวัฏด้วยประการฉะนี้แล้ว ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ด้วยประการดังกล่าวนั้นพระภิกษุนั้น ครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัยทางกรรมวัฏและวิปากวัฏแล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า"นามและรูปนี้ ในบัดนี้ ก็เป็นไปอยู่ โดยปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ฉันใด ถึงแม้ในอดีตกาล ก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัยทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ถึงแม้ในอนาคตกาล ก็จักเป็นไปโดยปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ เหมือนฉันนั้น ทั้งกรรมและทั้งวิบากของกรรม ทั้งกรรมวัฏและทั้งวิปากวัฏ ทั้งความเป็นไปของกรรมและทั้งความเป็นไปของวิบาก ทั้งความสืบต่อของกรรมและทั้งความสืบต่อของวิบาก ทั้งกิริยาและทั้งผลของกิริยา ก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้
กัมมวิปากา วัตตันติ วิปาโก กัมมสัมภโวกัมมา ปุนัพภโว โหติ เอวัง โลโก ปวัตตติ.แปลความว่าเพราะกรรม วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป วิบากเกิดจากกรรมภพใหม่ ก็มีเพราะกรรม โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้"
เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ อย่างนี้ ก็ละความสงสัยหมดทั้ง ๑๖ ประการ ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (อดีตกาล) เป็นต้น แล้วกล่าวไว้โดยนัย มีอาทิว่า "ข้าพเจ้าได้เป็นมาแล้วนี้หนอ?" ในภพ (๓) โยนิ (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗)และนิวาส (๙) ทั่วทั้งหมด ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนามและรูป ซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผลเท่านั้น นอกเหนือไปจากเหตุ พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก(ผู้สร้าง) นอกเหนือจากความเป็นไปของผล ก็มิได้เห็นผู้เสวยผล จึงเป็นอันว่า พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญาโดยชอบว่า เมื่อมีเหตุ บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วยคำเพียงหมายรู้ร่วมกันว่า "มีผู้สร้าง" เมื่อมีความเป็นไปของวิบาก ก็กล่าวว่า "มีผู้เสวย" ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
กัมมัสส การโก นัตถิ วิปากัสส จ เวทโกสุทธธัมมา ปวัตตันติ- เอเวตัง สัมมทัสสนัง.แปลความว่า ผู้สร้างกรรมไม่มี และผู้เสวยผล (ของกรรม) ก็ไม่มี ธรรมล้วนๆเป็นไปอย่างเดียว นี้เป็นสัมทัสสนะ (คือ ความเห็นโดยชอบ)
เอวัง กัมเม วิปาเก จ วัตตมาเน สเหตุเกพีชรุกขาทิกานังว ปุพพา โกฏิ น นายติ.แปลความว่าเมื่อกรรมและวิบาก พร้อมทั้งเหตุ เป็นไปอยู่อย่างนี้ ก็ไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลาย ดุจไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลายของเมล็ดพืชและต้นไม้เป็นต้น ฉะนั้น
อนาคเตปิ สังสาเร อัปปวัตตัง น ทิสสติเอตมัตถัง อนัญญาย ติตถิยา อสยังวสีสัตตสัญญัง คเหตวาน สัสสตุจเฉททัสสิโนทวาสัฏฐิทิฏฐึ คัณหันติ อัญญมัญญัง วิโรธิตา.แปลความว่าแม้ในอนาคตกาล ความไม่เป็นไปในสังสารวัฏก็ไม่ปรากฏพวกเดียรถีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ความข้อนี้ ทั้งตนเองก็ไม่มีความเชี่ยวชาญจึงยึดถือสัตตสัญญา (ความสำคัญหมายว่ามีสัตว์มีบุคคล) แล้วมีความเห็น ว่าเที่ยง ว่าขาดสูญ ยึดถือทิฏฐิ๖๒ ประการ ต่างโต้แย้งกันและกันอยู่
ทิฏฐิพันธนพันธา เต ตัณหาโสเตน วุยหเรตัณหาโสเตน วุยหันตา น เต ทุกขา ปมุจจเร.แปลความว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้น ซึ่งมีเครื่องผูกพันคือทิฏฐิผูกพันไว้จึงถูกกระแสแห่งตัณหาพัดพาไป เมื่อถูกกระแสตัณหาพัดพาอยู่ พวกเขาก็ไม่พ้นจากทุกข์
เอวเมตัง อภิญญาย ภิกขุ พุทธัสส สาวโกคัมภีรัง นิปุณัง สุญญัง ปัจจยัง ปฏิวิชฌติ,แปลความว่าพระภิกษุ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้ความนี้ ด้วยปัญญารู้ยิ่งดังกล่าวมานี้ จึงเห็นชัด ซึ่งปัจจัย (ของนามและรูป)อันลึกซึ้ง ละเอียด ว่างเปล่า
กัมมัง นัตถิ วิปากัมหิ ปาโก กัมเม น วิชชติอัญญมัญญัง อุโภ สุญญา น จ กัมมัง วินา ผลัง,แปลความว่ากรรมไม่มีอยู่ในวิบาก วิบากก็ไม่มีอยู่ในกรรม กรรมและวิบากทั้งสอง ต่างว่างเปล่าซึ่งกันและกัน แต่ปราศจากกรรมเสียแล้ว ผลก็หามีไม่
ยถา น สุริเย อัคคิ น มณิมหิ น โคมเยน เตสัง พหิ โส อัตถิ สัมภาเรหิ จ ชายติตถา น อันโต กัมมัสส วิปาโก อุปลัพภติพหิทธาปิ น กัมมัสส น กัมมัง ตัตถ วิชชติ.แปลความว่าไฟไม่มีในดวงอาทิตย์ ไม่มีในแก้วมณี (ที่ใช้ส่อง) ไม่มีในขี้วัว ไฟนั้นมิได้มีอยู่ภายนอกสิ่งทั้ง ๓ เหล่านั้น แต่มันเกิดขึ้นด้วยการประกอบกัน (ของสิ่งทั้ง ๓) ฉันใดวิบากก็ฉันนั้น หาไม่ได้ภายในกรรม แม้ภายนอกกรรมก็หาไม่ได้ (เพราะ) กรรมมิได้มีอยู่ในวิบากนั้น
ผเลน สุญญัง ตัง กัมมัง ผลัง กัมเม วิชชติกัมมัญจ โข อุปาทาย ตโต นิพพัตตตี ผลัง.แปลความว่ากรรมนั้นว่างเปล่าจากผล ผลก็มิได้มีอยู่ในกรรม แต่เพราะอาศัยกรรมแล ผลจึงเกิดขึ้นจากกรรมนั้น
น เหตถ เทโว พรหมา วา สังสารัสสัตถิ การโกสุทธธัมมา ปวัตตันติ เหตุสัมภารปัจจยา.แปลความว่าความจริง ในโลกนี้ ไม่มีเทพเจ้า หรือ พระพรหม ผู้สร้าง สังสารวัฏ ธรรมแท้ๆ เป็นไปเอง เพราะการประกอบกันของเหตุ และปัจจัย
เมื่อพระภิกษุนั้น ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ แล้วละความสงสัยใน ๓ กาลได้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็เป็นอันได้รู้ธรรม ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน สิ้นทั้งปวงแล้ว โดยทางจุติและปฏิสนธิ ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้น เป็นญาตปริญญา คือ การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว
พระภิกษุนั้น รู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า "ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใด เกิดแล้วในอดีต เพราะกรรม (ในอดีต) เป็นปัจจัย ขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง ส่วนขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะกรรมในอดีตเป็นปัจจัย ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจากภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ในภพนี้ เพราะกรรมเป็นปัจจัย ก็จักดับไป ขันธ์ทั้งหลายจักเกิดขึ้นในภพหน้า ก็เป็นพวกอื่น หามีธรรมแม้สิ่งเดียวจากภพนี้จักไปยังภพหน้า มิได้"
อีกประการหนึ่งแล เปรียบเหมือน การสาธยาย (การท่องบ่น) จากปากของอาจารย์ หาเข้าไปสู่ปากของอันเตวาสิกไม่ (อันเตวาสิก คือ ศิษย์ ผู้อยู่ในสำนักภิกษุผู้ขอยู่ร่วมสำนัก จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์- deedi) แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิกนั้น จะไม่ดำเนินไป เพราะการสาธยายของอาจารย์นั้นเป็นปัจจัย ก็หามิได้ (อุปมา ๑) เปรียบเหมือนน้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่ม มิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค แต่โรคของคนเป็นโรคนั้น จะไม่สงบลงเพราะการดื่มน้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น หามิได้ (อุปมา ๒)วิธีประดับตกแต่งใบหน้าไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจกเงาเป็นต้น แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่นกระจกเงาเป็นต้นนั้น เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้นเป็นปัจจัย หามิได้ (อุปมา ๓) เปลวประทีปของไส้(ตะเกียง) ไส้หนึ่ง จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง แต่เปลวประทีปในไส้ (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง) นั้นจะไม่เกิดขึ้นเพราะไส้ (ตะเกียงอันก่อน) นั้นเป็นปัจจัย หามิได้(อุปมา ๔) ฉันใด ธรรมอะไรๆ จากภพในอดีต มิได้ก้าวมาสู่ภพนี้ หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้าเหมือนฉันนั้นนั่นแล แต่ขันธ์, อายตนะ และธาตุทั้งหลาย จะไม่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะมีขันธ์, อายตนะและธาตุ ทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้ หรือว่าขันธ์, อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้นเพราะมีขันธ์ อายตนะและธาตุ ทั้งหลายในภพนี้เป็นปัจจัย หามิได้ ฉะนี้แล
ยเถว จักขุวิญญาณัง มโนธาตุอนันตรังน เจว อาคตัง นาปิ น นิพพัตตัง อนันตรังตเถว ปฏิสันธิมหิ วัตตเต จิตตสันตติปุริมัง ภิชชตี จิตตัง ปัจฉิมัง ชายตี ตโตเตสัง อันตริกา นัตถิ วีจิ เตสัง น วิชชติน จิโต คัจฉติ กิญจิ ปฏิสันธิ จ ชายติ.แปลความว่าจักขุวิญญาณ มาในลำดับของมโนธาตุ และมิได้มาอีกทั้งมิได้เกิดในลำดับ (แห่งมโนธาตุ) หามิได้ ฉันใดความสืบเนื่องของจิตเป็นไปใน (ลำดับของ) ปฏิสนธิฉันนั้นเช่นกัน จิตดวงก่อนแตกดับไป จิตดวงหลังก็เกิด(ต่อ) จากนั้น ไม่มีระหว่างคั่นของจิต ๒ ดวงนั้น จิต ๒ดวงนั้นหามีช่องว่างมิได้ ทั้งจิตไรๆ ก็มิได้ (จุติ) ไปจากจิตดวงนี้ และปฏิสนธิ (จิต) ก็เกิดขึ้น *****************************************

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แนะนำตัว

































ชื่อ นาย นิคม



เล่น...นายน้ำ

นามสกุล ....คงตรง

เกิดวันที่ 7 สิงหาคม พุทธศักราช 2532


เกิดวัน พฤหัสบดี


ที่อยู่ 111 ตำบลหนองน้ำใส อำเภอ วัฒนานคร จังหวัด สระแก้ว
ศาสนา พุทธ นิกาย มหายาน


เบอร์โทรศัพท์ 0837698404


งานอดิเรก แต่งนวนิยาย เขียนหนังสือ


อาหารโปรด ผักทุกชนิด


ความใฝ่ฝันของข้าพเจ้า...... อยากเป็นครูผู้มีเมตตา


คติประจำใจ........


เธอจงเดินไปทุกๆที่อย่างคิดเมื่อแต่จะเดินผ่านมนุษย์ผู้อยากไร้และหิวโหยเธอจงแบ่งอาหารที่เธอมีให้แก่เขาและจงเดินไปทุกที่แม้แต่ชนบทที่กันดานจงช่วยเหลือเขาทั้งหลายด้วยการและใจเถิด




ประณิธานของชีวิต........

เธอทั้งหลายจงออกเดินทางไปตามที่คดเคี้ยวหนทางที่รกและโล่งดินแดนที่กันดาร อุดมสมบูรณ์ ในเมืองแม้แต่ชนบทเราจงช่วยบุคคลทั้งหลาย ที่มีปัญญาที่เขลาและช่วยชี้แนะผู้มีปัญหาให้เขาเป็นคนที่ฉลาด ดังปลายเข็มที่แหลมคม พร้อมที่จะใช้เย็บผ้าให้แก่หญิงชราผู้ตาบอดที่เหน็บหนาวและหิวโหย




ชีวิตที่สูงสุด...........


อย่าเหยียดหยามแม้แต่เดียรฉานผู้อ่อนแอและหิวโหยเธอจงเอื้อมมือไปหยิบอาหารของเธอแล้วแบ่งปันให้แก่เขาผู้หิวโหย ยากไร้อย่าเอยถึงอาหารที่ให้ไป




หนทางของชีวิต.....


เมื่อเธอจะเดินไปสู่เป้าหมายของชีวิต เธอต้องผ่านชีวิตอะไรมากมาย ระหว่างการเดินทางไปสู่เป้าหมายของชีวิตที่อยู่อีกไม่ไกล ถ้าเธอจะใขว่คว้าเวลาของเธอต้องรู้จักคุณค่าของตัวเอง อย่าเดินผ่านแม้แต่มดที่ตกน้ำเธอจงช่วยมดตัวนั้นเสียก่อนแล้วค่อยเดินต่อ..มันคงไม่เสียหายอะไร
...............................................

ความเป็นหนึ่งคือความสามัคคีของทุกคนทั้งหลายหากคนใดคนหนึ่งคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งกว่าใครใหญ่กว่าใคร...ในหมู่คณะนั้นคงไม่มีความสุขได้และคนที่คิดเช่นนั้นจะเป็นคนไม่มีพวกพ้องย่อมเหมือนกับคนตระหนี่ที่ไม่มีญาติพี่น้อง

นิคม คงตรง