วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

สาระความรู้ทางวิชาการ





ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับศาสนาและลัทธิ






ความหมายของศาสนา



พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ได้ให้ความหมายของศาสนาไว้ว่า “ลัทธิ ความเชื่อถือของมนุษย์อันมีหลัก คือ แสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลก เป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถือนั้น ๆ” ความหมายของลัทธิ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของลัทธิไว้ว่า “คติความเชื่อถือหรือความคิดเห็น เช่น ลัทธิศาสนา ลัทธิการเมือง ลัทธิประเพณี” ลัทธิตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Doctrine ซึ่งแปลว่า คำสั่งสอน หรือการสั่งสอน หมายถึง ความเชื่อในความรู้และประเพณีที่ได้รับสืบต่อกันมา




ความแตกต่างระหว่างศาสนากับลัทธิ


ศาสนา
1. เป็นสิ่งที่คิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ทุกคน ..
2. มีคำสอนเกี่ยวกับศีลธรรมเป็นหลัก ..

3. ศาสนาเกี่ยวข้อง
4. มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องบุญ-บาป ความดี ความชั่ว......และหลักคำสอนอัน เป็นที่พึ่งทางใจ ..

5. เป็นสิ่งเคารพสูงสุดในจิตใจของมวล มนุษย ์ ..

6. มีการประกอบพิธีกรรมเพื่อความขลัง

ลัทธิ
1. เป็นสิ่งที่คิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลเฉพาะกลุ่ม ..

2. ไม่มีคำสอนที่เกี่ยวกับศีลธรรมโดยตรง..

3. ลัทธิเกี่ยวข้องกับกลุ่มชนเพียงบางกลุ่ม ..

4. มีสาระสำคัญเกี่ยวข้อง กับวิชาการหลายสาขา ..

5. ไม่ถึงกับจะเป็นสิ่งเคารพสูงสุดของมนุษย์ ......นอกจากลัทธิที่เกี่ยวกับศาสนา ..

6. ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมเพื่อความขลังเสมอไป


มูลเหตุของการเกิดศาสนา


1.ศาสนาเกิดจากความไม่รู้ คือ ไม่รู้จริงเกี่ยวกับธรรมชาติ ความเร้นลับของธรรมชาติ วิญญาณบรรพบุรุษ

2. ศาสนาเกิดจากความกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติ คือกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่น กลัวฟ้าร้อง กลัวลมพายุ กลัวน้ำท่วม กลัวฝนตก ฯลฯ

3. ศาสนาเกิดจากความต้องการศูนย์รวมกำลังใจ คือ ศาสนาเป็นศูนย์รวมของ ศาสนิกชน เช่น มีเทพเจ้าองค์เดียวกัน จึงทำให้ศาสนาเป็นศูนย์รวมของกำลังใจ ทำให้เกิดความสามัคคีของกลุ่ม ..........

4. ศาสนาเกิดจากความต้องการที่พึ่งทางใจ คือมนุษย์นอกจากจะมีความต้องการเครื่องจำเป็นต่อชีวิต เพื่อสนอง ความต้องการทางกายแล้ว ยังมีความต้องการที่พึ่งพิงทางใจอีกด้วย ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจที่ดีที่สุด..........

5. ศาสนาเกิดจากความต้องการความสงบสุขของสังคม สังคมย่อมต้องการความสงบสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ ศาสนาจึงเกิดขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการที่จะให้สังคมมีความสงบสุข


ประเภทของศาสนา ..........

1. ศาสนาประเภทเทวนิยม ได้แก่ ศาสนาที่นับถือพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก พระเจ้าทรงบันดาลให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างในโลก เช่น ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ..........

2. ศาสนาประเภทอเทวนิยม ได้แก่ ศาสนาที่เชื่อว่าความดี ความชั่ว บุญบาป เกิดจากกรรม คือ การกระทำของตนเองทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้รับเกิดจากการกระทำของมนุษย์ นั่นเองเช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเซน ประโยชน์และความสำคัญของศาสนา




ประโยชน์ของศาสนาสำหรับปัจเจกชน ..........


1. ทำให้คนมีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และบุคลิกดี ..........

2. ส่งเสริมสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด ความรอบรู้ของบุคคลในเรื่องชีวิต และการแก้ปัญหาชีวิต ..........

3. ข้อห้ามศาสนาเป็นสิ่งที่ควบคุมความประพฤติของบุคคลไม่ให้ทำชั่วแม้อยู่ใน ที่ลับตาคน


ความสำคัญของศาสนาสำหรับปัจเจกชน ..........

1. ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นพลังใจของมนุษย์ ช่วยยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น..........

2. ศาสนาเป็นแนวทางปฏิบัติของบุคคลเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองปรารถนา และแก้ปัญหาในการ

ดำเนินชีวิตประโยชน์ของศาสนาต่อสังคม ..........

1. ศาสนาได้วางหลักเกณฑ์แบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในส่วนที่เป็นศีลธรรมและ จริยธรรม อันนำมาซึ่งความสามัคคีและความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มในสังคม ..........

2. ศาสนาเป็นสถาบันที่สามารถสร้างสันติภาพและคุ้มครองสังคมโลกได้ ..........

3. ศาสนาเป็นสถาบันที่ส่งเสริมและสร้างสรรค์ศิลปะวัฒนธรรมให้แก่สังคม


ความสำคัญของศาสนาต่อสังคม

1. ระดับครอบครัว ศาสนามีข้อปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติตามทำให้ครอบครัวมั่นคงเป็นปึกแผ่น เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ..........

2. ระดับชุมชน ศาสนาช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ สร้างความสามัคคีในชุมชน และสร้างความสงบสุขให้แก่ชุมชน ..........

3. ระดับชาติ ศาสนาเป็นสัญลักษณ์และเป็นเอกลักษณ์ของชาติ มีอิทธิพลต่อชีวิตของบุคคลในชาติ ..........

4. ระดับโลก ศาสนาเป็นมรดกอันล้ำค่าของมนุษยชาติ เป็นวิถีทางสุดท้ายแห่งความอยู่รอดของมนุษยชาติ

ศาสนาที่สำคัญของโลก 4 ศาสนา


ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ..........
ศาสนาพราหมณ์มีมาก่อนพุทธกาล เป็นศาสนาดั้งเดิมของชนเผ่าอารยัน ต่อมาประมาณ พ.ศ. 700 ได้วิวัฒนาการมาเป็นศาสนาฮินดู


นิกายที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ..........

1. นิกายพรหม เป็นนิกายเก่าแก่ นับถือพระพรหมเป็นใหญ่กว่าเทพเจ้าอื่น ๆ .........

2. นิกายไศวะ เป็นนิกายที่เกิดขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 12-13 นับถือพระศิวะ เป็นเทพเจ้าสูงสุด .........

3. นิกายไวษณพ เป็นนิกายที่เกิดขึ้นหลังพุทธกาล ประมาณ 200 ปี นับถือพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุดคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู..........คัมภีร์ที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือ คัมภีร์พระเวท ถือว่าเป็น

คัมภีร์พื้นฐานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แบ่งออกเป็น 4 คัมภีร์



1. ฤคเวท เป็นคัมภีร์เก่าแก่ที่สุดเป็นบทสรรเสริญเทพเจ้า ..........

2. ยชุรเวท เป็นคู่มือของพราหมณ์ในการทำพิธีบูชายัญ บวงสรวงเทพเจ้า ..........

3. สามเวท นำมาจากคัมภีร์ฤคเวท เขียนเป็นบทร้อยกรอง ใช้ในพิธีถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ และสรรเสริญเทพเจ้าอื่น ๆ..........

4. อถรรพเวท คัมภีร์ที่รวบรวมเวทมนต์คาถา ไสยศาสตร์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวดเพื่อนำความสิริมงคลมาสู่ตนเอง และส่งผลร้ายไปสู่ศัตรู

หลักธรรมสำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หลักธรรม 10 ประการ ..........

1. ธฤติ ได้แก่ ความมั่นคง ความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตนมี ..........

2. กษมา ได้แก่ ความอดทน อดกลั้น และมีเมตตากรุณา ..........

3. ทมะ ได้แก่ การข่มจิตมิให้หวั่นไหวไปตามอารมณ์ มีสติอยู่เสมอ ..........

4. อัสเตยะ ได้แก่ การไม่ลักขโมย ไม่กระทำโจรกรรม ..........

5. เศาจะ ได้แก่ การทำตนให้สะอาดทั้งกาย และใจ ...........

6. อินทรียนิครหะ ได้แก่ การข่มการระงับอินทรีย์ 10 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนังมือ เท้า ทวารหนัก ทวารเบา และลำคอ ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องอยู่ในขอบเขต ..........

7. ธี ได้แก่ การมีสติ ปัญญา รู้จักการดำเนินชีวิตในสังคม ..........

8. วิทยา ได้แก่ ความรู้ทางปรัชญา ..........

9. สัตยะ ได้แก่ ความจริง คือ ความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ..........

10.อโกธะ ความไม่โกรธ หลักอาศรม 4 ...........

1. พรหมจารี ศึกษาเล่าเรียนและประพฤติพรหมจรรย์ จนถึงอายุ 25 ปี ศึกษาจบ จึงกลับบ้าน ..........

2. คฤหัสถ์ ครองเรือน จบจากการศึกษา กลับบ้าน ช่วยบิดามารดาทำงาน แต่งงานเพื่อรักษาวงศ์ตระกูล ประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต ..........

3. วานปรัสถ์ สังคมกาล มอบทรัพย์สมบัติให้บุตรธิดา ออกอยู่ป่า แสวงหาความสงบ บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม การออกอยู่ป่าอาจจะทำเป็นครั้งคราวก็ได้ ..........

4. สันยาสี ปริพาชก เป็นระยะสุดท้ายแห่งชีวิต สละความสุขทางโลก ออกบวชเป็นปริพาชก เพื่อหลุดพ้นจากสังสารวัฏ




............ ศาสนาพุทธ ..........

สังคมอินเดียก่อนพุทธกาล จนถึงสมัยที่ศาสนาพุทธอุบัติขึ้น ประชาชนอินเดียยึดมั่นในวรรณะอย่างเคร่งครัด วรรณะถือเอาตามการเกิด เกิดจากวรรณะไหนก็เป็นคนวรรณะนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ระยะนั้นประชาชนตื่นตัวในการค้นหาสัจจะของชีวิต ค้นหาปรัชญาธรรม หาคำตอบเกี่ยวกับชาติหน้า พระสมณโคดม ได้ตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณ ประกาศศาสนาพุทธก่อน พ.ศ. 80 ปี
นิกายที่สำคัญของศาสนาพุทธ ..........

1. นิกายเถรวาท หรือหินยาน เป็นนิกายดั้งเดิม ถือตามวินัยเดิมอย่างเคร่งครัด ไม่เปลี่ยนแปลงพระธรรมวินัย .........

2. นิกายอาจาริยวาท หรือมหายาน เป็นนิกายที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพระวินัยตามความเหมาะสม คัมภีร์ของศาสนาพุทธ ..........
1. วินัยปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยพระวินัย คือ ศีลของพระภิกษุ ภิกษุณี ..........

2. สุตตันตปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยพระสูตร คือ คำเทศนาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระสาวก ..........

3. อภิธัมมปิฎก คัมภีร์ว่าด้วยพระอภิธรรม กล่าวถึงเนื้อหาธรรมะล้วน ๆ

หลักคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนา ..........

1. ไตรลักษณ์ ........... หมายถึง กฎธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย กฎธรรมชาตินี้เรียกว่าสามัญลักษณะ หมายถึงลักษณะโดยธรรมชาติที่มีเหมือนกันในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง 3 อย่าง คือ ...............

1. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง ได้แก่ ไม่ถาวร ไม่คงที่แน่นอน แปรปรวนเปลี่ยนแปลง ...............

2. ทุกขตา ความเป็นทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เนื่องจากความเป็นอนิจจังของโลก และความยึดมั่น ถือมั่น ...............

3. อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน ได้แก่ ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นของว่างเปล่า เป็นเพียงสิ่งสมมติ ไม่ใช่ของตนแท้จริง ..........

2. อริยสัจ 4 .......... อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่างได้แก่ ..............

1. ทุกข์ เป็นสภาพที่ทนได้ยาก ..............

2. สมุหทัย เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ..............

3. นิโรธ ความดับทุกข์ ...............

4. มรรค หนทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์


...........ศาสนาคริสต์ ..........


ศาสนาคริสต์ เกิดขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์ หรือประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน พระเจ้าซึ่งเป็นที่เคารพสูงสุดของศาสนาคริสต์ คือ พระยะโฮวา ศาสดาของพระศาสนา คือ พระเยซู
นิกายที่สำคัญของศาสนาคริสต์ ........
1. นิกายโรมันคาทอลิก เป็นนิกายดั้งเดิม ปฏิบัติตามคำสั่งสอนและประเพณีของศาสนาคริสต์มาตลอด ..........

2. นิกายออร์ธอดอกซ์ เป็นนิกายที่แยกออกมาจากนิกายโรมันคาธอลิก ด้วยเหตุทางการเมือง และวัฒนธรรม ..........

3. นิกายโปรเตสแตนท์ บาทหลวงชาวเยอรมันชื่อมาร์ติน ลูเธอร์ ได้ประกาศแยกตัวออกมาจากนิกายโรมันคาธอลิกมา
คัรภีร์ของศาสนา

คัมภีร์ของศาสนาคริสต์เรียกว่า พระคัมภีร์ไบเบิล เป็นคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายิว และศาสนาคริสต์ ประกอบด้วย 2 ภาค คือ

พระคัมภีร์เก่า (The Old Testament)

และพระคัมภีร์ใหม่ (The New Testament)


หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาคริสต์ ..........

1. หลักตรีเอกานุภาพ หมายถึง พระเจ้าองค์เดียว แต่มี 3 สภาวะ คือ ............... พระบิดา หมายถึง พระเจ้าผู้สร้างโลก ผู้ให้กำเนิดแก่ชีวิตทุกชีวิต ............... พระบุตร หมายถึง พระเยซู ผู้ไถ่บาปให้แก่มนุษย์ ............... พระจิต หมายถึง พระวิญญาณอันบริสุทธิ์ นำมนุษย์ไปสู่อาณาจักรพระเจ้า ..........

2. หลักบัญญัติ 10 ประการ ...............
1. อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระยะโฮวา ...............
2. อย่าเอ่ยนามพระเจ้า โดยไม่สมควร ...............
3. อย่าทำรูปเคารพศาสนาอื่นใด หรือทำความเคารพรูปเหล่านั้น ...............
4. จงระลึกถึงวันสะบาโต (วันเสาร์) และรักษาเป็นวันบริสุทธิ์ ...............
5. จงนับถือบิดามารดาของตน ...............
6. อย่าฆ่ามนุษย์ ...............
7. อย่าลักทรัพย์ ...............
8. อย่านินทาว่าร้ายผู้อื่น ...............
9. อย่าประพฤติผิดประเพณี ...............
10. อย่าโลภสิ่งของที่มิใช่ของตน




ศาสนาอิสลาม ..........




ศาสนาอิสลามมีรากฐานมาจากศาสนายิว หรือยูดาย มีความเชื่อว่าพระ อัลเลาะห์ทรงเป็นผู้สร้างโลก และสรรพสิ่งในโลก พระอัลเลาะห์ทรงส่งพระศาสนทูต มาสั่งสอนมนุษย์เป็นครั้งคราว พระศาสนทูตที่สำคัญ ตามความเชื่อของศาสนา อิสลาม ได้แก่ มูซา (โมเสส) อีซา (เยซู) และมูฮัมหมัด พระมูฮัมหมัด เป็นศาสดาประกาศศาสนาอิสลาม
นิกายที่สำคัญของศาสนาอิสลาม...........
1. นิกายซุนนี ..........
2. นิกายซีอะห์ ..........
3. นิกายวาฮาบี ..........
4. นิกายคาวาริจ ..........
5. นิกายอิสมาอิลลี ..........
6. นิกายซุนฟี
หลักคำสอนที่สำคัญของศาสนาอิสลาม ..........
1. หลักศรัทธา 6 ประการ ...............1. ศรัทธาในพระอัลเลาะห์เจ้า ...............
2. ศรัทธาในเทวทูต (มลาอิกะห์) ...............
3. ศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอาน ...............
4. ศรัทธาในศาสนทูต (ราซูล) ...............
5. ศรัทธาในวันพิพากษา วันโลกอวสาน พระเจ้าจะเป็นผู้พิพากษาตามกรรมดีกรรมชั่วของแต่ละบุคคล ...............
6. ศรัทธาต่อกฎ กำหนดสภาวะของพระเจ้า เพราะวิถีมนุษย์ พระเจ้ากำหนดไว้แล้ว ใครจะฝ่าฝืนไม่ได้ .......... 2. ข้อห้ามของศาสนาอิสลาม 10 ประการ ...............
1. ห้ามกราบไหว้รูปปั้น

2. ห้ามเชื่อโชคลาง

3. ห้ามเล่นการพนัน

4. ห้ามเสพเครื่องดองของเมา

5. ห้ามผิดประเวณีกับหญิง ที่มิใช่ภรรยาของตน

6. ห้ามกินหมู สัตว์ที่ตายเอง สัตว์ที่เป็นโรค และสัตว์ที่นำไปบูชายัญในศาสนาอื่น ๆ

7. ห้ามกระทำการใด ๆ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเอง ต่อผู้อื่นและต่อประเทศชาติ

8. ห้ามแสวงหากำไรจากการกักตุนสินค้า

9. ห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดโดยเจตนาและไม่มีเหตุผล

10. ห้ามกินดอกเบี้ย คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม

1. คัมภีร์อัลกุรอาน เป็นคัมภีร์บทสาธยายมนต์ มี 30 ภาค รวมทั้งสิ้น 114 บท และ 6666 โองการ

2. คัมภีร์หะดีษ เป็นคัมภีร์ที่บันทึกโอวาท คำสั่งสอน คำแนะนำ และแบบอย่างการดำเนินชีวิตของ ท่านนบีมูฮัมหมัดความสอดคล้องของคำสอนของทั้ง 4 ศาสนา คำสอนของศาสนาทั้ง 4 ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม มีลักษณะที่เหมือนกัน ดังนี้ 1. ล้วนเป็นที่พึ่งทางใจของมนุษย์ทั้งในยามทุกข์และยามสุข 2. มีหลักคำสอนที่ส่งเสริมศีลธรรมและความเป็นระเบียบของสังคม